[FIC] Cherie Cherie 01_KxMxKxH
posted on 23 Sep 2009 13:35 by kiraz in Cherie-Cherie
สวัสดีครับ ผมชื่อ อีซองมิน อายุ....อ่า.....ยี่สิบสาม(ถ้านับแบบสากล) ยี่สิบสี่ (ถ้านับแบบบ้านผม) หลังจากอยู่กินกับตำราเรียนมาหลายปีผมก็คว้าปริญญาโทมาจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งได้สำเร็จและได้งานในสำนักพิมพ์แห่งหนึ่งที่อยู่บนตึกสูงสามสิบชั้นข้างหน้านี้ หลังจากผ่านการสอบข้อเขียนและการสัมภาษณ์อันโหดหินมาเรียบร้อยแล้ว วันนี้เป็นวันแรกของการทำงาน
และ
ผมกำลังจะเข้างานสาย !
ผมไม่ได้ตื่นสายนะ วันแรกของการทำงานน่ะผมตั้งนาฬิกาปลุกเผื่อเวลาไว้ตั้งสองชั่วโมง มาถึงแถวที่ทำงานก่อนเวลาเกือบชั่วโมง แต่สิ่งที่ทำให้ผมต้องวิ่งตาตั้งเข้ามาในตึกแบบตอนนี้เพราะร้านขายของน่ารักๆ ที่มันเรียงรายกันทั้งสองข้างทางนั่นแหละ ก็มันช่วยไม่ได้นี่นา ถึงจะเป็นผู้ชายแต่ผมก็ชอบกิ๊ฟช็อปน่ารักพวกนั้นไม่แพ้ของกินอร่อยๆ นะ เพราะมัวแต่เพลินดูนั่นดูนี่รู้ตัวอีกทีก็เหลืออีกห้านาทีจะถึงเวลาเข้างาน
มันคงไม่ดีเอามากๆถ้าพนักงานใหม่อย่างผมจะไปทำงานสายตั้งแต่วันแรก
“รอด้วยคร้าบ!” ผมส่งเสียงไปก่อนตัว เร่งสปีดให้เร็วขึ้น ประตูลิฟต์ตัวนั้นกำลังปิดเข้าหากัน แต่ยังทันน่า...ยังทัน ประวัติการทำงานของผมมันขึ้นอยู่กับนาทีนี้แล้วนะ สายไม่ได้ สายไม่ได้
“ขอโทษ พวกเรากำลังรีบ”
ติ๊ง!
ประตูปิดสนิท ลิฟท์ตัวนั้นเคลื่อนตัวพุ่งขึ้นไปเป็นที่เรียบร้อย ผมยืนอึ้งอยู่เป็นครู่กว่าจะเอื้อมมือไปกดปุ่มเรียกลิฟท์ตัวอื่นลงมา คำแรกที่คิดออกหลังจากรวบรวมสติได้คือ ไอ้คนไร้น้ำใจ! รอแค่สองสามวินาทีมันจะทำให้เสียเวลามากแค่ไหนกัน ก็เห็นอยู่ว่ามีคนวิ่งมาจะถึงอยู่แล้วยังมีหน้ามาพูดแบบนั้นอีก คนบ้าอะไร หน้าตาก็ดีแต่ไม่มีน้ำใจ!
สรุปวันนั้นอีซองมินเข้างานสายไปเจ็ดวินาที
“ซองมินนี่ พี่ฮีชอลเรียกเข้าไปหาจ้ะที่รัก”
เสียงโบอาร้องบอกมาจากโต๊ะของตัวเอง ผมชูสองนิ้วเป็นสัญญาณว่าโอเคและขอบคุณ เริ่มงานมาได้สองเดือนกับอีกสิบกว่าวันผมเริ่มคุ้นเคยกับเพื่อนร่วมงานแล้ว ในออฟฟิสของเรามีพนักงานประจำแค่สิบสองคน สำนักพิมพ์เล็กๆ ที่เป็นเหมือนครอบครัวที่สองของผม เพื่อนร่วมงานน่ารัก เจ้านายใจดีถึงจะดุไปบ้างก็เถอะ การมาทำงานสายในวันแรกมันทำให้ผมรู้สึกแย่ แม้จะไม่มีใครเห็นเป็นเรื่องใหญ่แต่ตั้งแต่วันนั้นผมก็ไม่เคยมาสายอีกเลย คิดถึงเรื่องมาสายแล้วก็นึกถึงหน้าตากวนๆ ของไอ้คนไร้น้ำใจนั่น ถ้าเดาไม่ผิดหมอนั่นก็น่าจะทำงานในตึกนี้เหมือนกัน ดีเหลือเกินที่ตึกเราสูงตั้งสามสิบชั้น มีพนักงานเดินเข้าออกนับพันคน
ผมภาวนาว่าอย่าให้ได้พบได้เจอกันอีกเลย
“อีซองมิน มารายงานตัวครับ”
“เข้ามาสิ” ผมเลื่อนประตูออก ยิ้มส่งให้เจ้าของห้องที่กำลังมองตรงมา พี่ฮีชอลเป็นคนที่จะจัดว่าสวยก็ได้หล่อก็ดูดี รูปร่างหน้าตาเหมาะเจาะพอดี แถมยังมีดวงตากลมโตไว้คอยสยบคนถูกมองให้กองอยู่แทบเท้าได้ง่ายๆ นอกจากความสามารถในการควบคุมลูกน้องแล้ว ผมยังชื่นชมความสวยงามของพี่ฮีชอลแถมด้วยอีกอย่าง
“ฮยองเรียกผมหรือครับ”
“อื้อ จะคุยเรื่องเซ็นสัญญาเป็นพนักงานประจำ อยากเซ็นไหม” ความยียวนกวน.....เป็นคุณสมบัติอีกอย่างของเจ้านายผมครับ เรียกมาบอกว่าผ่านโปรก่อนเวลาด้วยสีหน้าแบบนี้มีคนเดียวในโลกที่ทำ แต่ผมก็ดีใจ ^^
“จริงหรือครับ แต่ตอนนี้มันเพิ่ง....สองเดือนครึ่งเองนะครับ ยังเหลืออีกตั้งครึ่งเดือน”
“งั้นอีกครึ่งเดือนค่อยมาใหม่แล้วกัน วันนี้มาคุยกันดีกว่าว่าจะไปฉลองที่ไหนดี” เห็นไหมครับ บทจะเปลี่ยนใจก็ทำเองง่ายๆ ทุกอย่างเป็นเรื่องง่ายเสมอเมื่ออยู่ในมือคิมฮีชอล ผมซาบซึ้งในน้ำใจของพี่ชายคนสวยมากมายเลยเผลอบอกชื่อร้านของอร่อยแต่ละร้านออกไปจนพี่ฮีชอลต้องยกมือห้าม
“พอๆๆ เอาเป็นว่าเน้นเรื่องกินนะ โอเค เดี๋ยวพี่จัดการให้”
“แต่ถ้าคนอื่นๆอยากดื่มด้วย พี่ฮีชอลก็เลือกร้านกินดื่ม ก็ได้นะครับ ผมขอแค่มีของกินอร่อยๆ ก็พอ” เมื่อเป็นแบบนี้เราเลยได้ข้อสรุปของงานเลี้ยงเป็นร้านที่พี่ฮีชอลบรรจงเลือกด้วยตัวเอง แต่จะด้วยเหตุผลอะไรในตอนนั้น...ผมก็สุดจะรู้
พี่ฮีชอลเลือกร้านได้ถูกใจชาวคณะมากมาย ทั้งบรรยากาศและรสชาติของอาหารมันถูกใจคนชอบชิมอย่างผมกับทงเฮจนต้องชี้ชวนช่วยกันสั่งนั่นสั่งนี่เป็นการใหญ่ แหม นานทีจะได้กินฟรี มัวแต่นั่งเกรงใจก็ไม่คุ้มกันพอดี
“พี่ฮีชอล พี่ฮีชอล นั่นพวก DARK นี่นา”
พวก DARK ที่ทงเฮเอ่ยถึงเป็นคำที่เริ่มคุ้นหูผมมาในช่วงหลังๆ รู้ว่าเป็นออฟฟิสของสำนักพิมพ์ที่ทำนิตยสารสำหรับผู้ชายโดยเฉพาะ ทงเฮเล่าว่าเจ้านายของพวกนั้นเป็นไม้เบื่อไม้เมากับเจ้านายเรามาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยจนย่างเข้าสู่โลกของการทำงานก็ยังตามมาปะทะกันอยู่บ่อยๆ ผมละสายตาจากปลาหมึกยักษ์เงยมองไปทางสิบนาฬิกา ผู้ชายตัวโตราวๆ ห้าคนตบเท้ากันเข้ามาพร้อมเสียงหัวเราะเริงรื่น
พระเจ้า นั่นมันกองบรรณาธิการหนังสือหรือกองทัพนายแบบกันแน่
“จะให้ฉันกินข้าวอร่อยๆ สักวันก็ไม่ได้นะ” พี่ฮีชอลสบถอีกสองสามคำ แล้วก็หันมาสนใจแค่ซาชิมิในจานหลัก ผมยังถือตะเกียบค้าง มองผู้ชายหน้าตาดีกลุ่มใหญ่ที่กำลังได้รับความสนใจจากลูกค้าทั้งร้าน ผู้ชายตัวสูง...มาก หน้าตาดูดีแบบไม่น่าเชื่อว่าจะมาทำงานนิตยสารที่มีเนื้อหาค่อนไปทางวาบหวิววิบวับวอมแวมหันมาเจอพวกเราก่อน ผมเห็นเขาชะงักก่อนจะเปิดยิ้มกว้างแล้วก้าวตรงมาแบบไม่ลังเล
“ฮีนิม พี่ก็มากินข้าวหรือครับ”
“แกเห็นฉันนั่งขุดดินอยู่หรือไงเชวซีวอน ตั้งแต่ไปคบกับพวก...ป่วยๆ นั่นก็โง่ตามกันเลยนะ” โดนว่าแรงมาก เป็นผมคงหน้าเสียแต่เชวซีวอนกลับยิ้มกว้าง มุมปากได้รูปยกสูงอย่างคนอารมณ์ดีเป็นนิจ จากนั้นเขาก็เผื่อแผ่ไมตรีมาถึงพวกผม ทงเฮ โบอา และคนอื่นๆ อย่างเท่าเทียมแล้วก็ย้อนสายตามาหยุดที่ผมปิดท้าย
“อีซองมิน พนักงานใหม่ใช่ไหม” ผมพยักหน้ารับทั้งที่ยังงงกับการทักทายอันไร้ที่มาที่ไปนั้น แต่ทงเฮกระซิบข้างๆ หูว่า “ซีวอนเป็นน้องชายพี่ฮีชอล น้องชายแท้ๆ เลย”
น้องชายแท้ๆ แต่ไม่ยอมทำงานกับพี่แล้วไปสังกัดฝ่ายตรงข้ามนี่นะ
“ฉันซีวอน ยินดีที่ได้รู้จักนะ”
“ยินดีเช่นกัน” ตอบไปสั้นๆ งั้นแหละ ตอนนี้ผมไม่ค่อยอยากสนใจอะไรนอกจากสารพัดของอร่อยที่วางเรียงตรงหน้า ซีวอนทำท่าจะเจรจาพาทีต่อแต่เสียงทุ้มต่ำจากโต๊ะข้างๆ เรียกเขาไว้เสียก่อน
“พี่ครับพี่ ข้าวน่ะจะแดกไหมครับ หรืออิ่มอกอิ่มใจแล้ว กูจะได้ไม่สั่งเผื่อ” สุดท้ายซีวอนก็แค่ยิ้มฝากไว้ จากนั้นก็ปล่อยพวกเราให้อยู่อย่างสงบเช่นเดิม ผมเห็นพี่ฮีชอลใช้ตะเกียบปักลงบนเนื้อย่างดังฉึ่กๆๆ ทั้งที่มันเป็นมารยาทที่ไม่ควรทำ แต่ถ้าขืนติงกันตอนนี้น่ากลัวว่าจะเป็นซองมินเสียเองที่จะโดนปลายตะเกียบพิฆาต ตั้งใจว่าจะกระซิบถามทงเฮเพื่อหาข้อมูลเพิ่มขึ้นแต่เจ้าปลาน้อยก็เอาแต่ก้มหน้าก้มตากิน โบอาก็เอาแต่ยิ้มไปเรื่อย หันหน้าไปคุยกับคนอื่นเสียอย่างนั้น
เจ้าของเสียงที่เรียกซีวอนกลับโต๊ะเป็นผู้ชายตัวสูง ผิวขาวจัด รูปร่างเพรียวบาง....หลอกตา เพราะหัวไหล่ที่โผล่พ้นเสื้อคอกว้างออกมาเห็นลายเส้นกล้ามเนื้อชัดเจนมาก ใบหน้าเรียวสวยใสยิ่งกว่าผู้หญิงหลายคน เขาดูเป็นคนร่าเริงเพราะผมได้ยินเสียงหัวเราะของเขาดังที่สุดในกลุ่ม พอๆ กับผู้ชายหัวเกรียนตัวใหญ่อีกคนหนึ่ง พอหันมาเจอผมจ้องอยู่เขาก็เปิดยิ้มกว้าง ทักทาย
ปัง!
“อย่ามายุ่งกับน้องฉัน” พี่ฮีชอลครับทุกท่าน ทุบโต๊ะซะจนลูกน้องสะดุ้งโหยง เจ้านายผมกดเสียงใส่ผู้ชายคนนั้น อีกฝ่ายก็เหมือนจะชินกับดวงตาวาววับ ผมเห็นเขายักไหล่แต่ก็ยังยิ้มไม่จาง
“น้องน่ารักดีนะ” รู้สึกเหมือนฝ่ายนั้นจงใจเติมเชื้อไฟให้ยิ่งลุกโหม ผมขยับตัวอย่างอึดอัด ไม่เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างสองฝั่งดีเท่าไหร่แต่ก็แน่ใจว่าคงไม่ใช่ทางบวกแน่นอน โชคดีที่โต๊ะตรงข้ามหันหน้าไปทางอื่นก่อนสงครามจะยืดเยื้อ
“คิบอม คยูฮยอน ทางนี้เว้ย” ยังมีมาอีกสอง ที่มีอยู่ยังหน้าตาดีไม่มากพอหรือยังไง ผมคาบตะเกียบเอียงหน้ามองไปทางด้านหลังแล้วก็แทบทำชามข้าวตกให้เสียของ คนที่เดินนำเข้ามาเป็นผู้ชายตัวสูง ผิวคล้ำ รูปร่างดูจะหนากว่าคนที่เดินตามซึ่งผมมาเห็นเต็มตาทีหลังว่าบางกว่าแต่สูงกว่า ขาวกว่าและ....หน้าตากวนตีนกว่าหลายเท่า!
ไม่รู้ว่าคนไหนคือคิบอม คนไหนคือคยูฮยอนแต่หนึ่งในนั้น มันคือไอ้คนไร้น้ำใจที่ทำให้ผมมาทำงานสายตั้งแต่วันแรก!
“ไอ้เปา มึงช่วยเรียกเด็กเสิร์ฟมาให้มันหน่อยดิ๊ แดกอะไรดีพวกมึง คนอื่นเค้าสั่งไปกันหมดแล้ว” ผู้ชายตัวใหญ่หัวเกรียนดูท่าทางเจ้ากี้เจ้าการเป็นคนพูดอยู่คนเดียว ผมกัดฟันกับขอบปากเมื่อไอ้ผู้ชายตัวสูงมันหย่อนร่างลงนั่งตรงตำแหน่งริมสุด แล้วก็บอกเสียงเนือย “อะไรก็ได้”
“ไอ่ห่า ไอ้คำว่าอะไรก็ได้ของมึงนี่มันยากนะคู้ เดี๋ยวกูสั่งปากเป็ดทอดให้กินเลยนี่”
“ฮยองสั่งมามันก็กินหมดแหละ คยูฮยอนมันหิวจนไม่มีแรงจะพูดแล้ว”
“งานหนักขนาดนั้นเลยหรือวะ พี่จำได้ว่าไม่เคยใช้ลูกน้องจนห้ามกินข้าวนะเว้ย” คิมคิบอมยิ้มบาง...แต่ดวงตาพราวระยับ “ไม่เกี่ยวกับงานหรอกพี่อีทึก โดนนางแบบสูบพลังชีวิตน่ะ”
“เก็บปากไว้แดกข้าวเถอะมึง”
ไอ้คู่กรณีของผมยังหวงคำจนน่าหมั่นไส้ ตั้งแต่เดินเข้ามานอกจากนั่งเก๊ก ผลาญออกซิเจนในร้านเค้าก็ไม่เห็นหมอนั่นจะกระตือรือร้นทำอะไร คนรอบตัวเสียอีกที่ถึงจะพูดจาโผงผางแต่ก็ยังห่วงใยเลือกหาของกินให้ ผมเบ้ปากอย่างอดไม่ได้แล้วก็โชคดีเหลือเกินที่ไอ้มนุษย์ขี้เก๊กมันหันมาเห็นพอดี
ดวงตาที่ผมเห็นวันนั้นคือดวงตาคู่นี้แน่นอน ใบหน้านี้ก็ไม่ผิดแน่ เพราะไม่อย่างนั้นพอหันมาเจอผมนั่งจ้องอยู่เจ้านั่นคงไม่ทำหน้านิ่วคิ้วขมวดขึ้นมาแบบนั้น
เป็นยังไงล่ะ จำได้แล้วล่ะสิว่าเคยทำเรื่องไม่ดีกับท่านอีซองมินเอาไว้ยังไงบ้าง ผมเตรียมจะเชิดหน้า ใช้หางตาหรี่มองอย่างคนที่เป็นต่อ แต่ไอ้คนตัวสูงมันกลับหันกลับไปคุยกับคนที่นั่งตรงข้ามซะอย่างนั้น
เฮ้ย! ได้ยังไงอ่ะ ผมสิควรจะได้เป็นฝ่ายเมิน
หนอย อีซองมินตัวสั่น ซองมินโกรธ ซองมินไม่ยอมแล้ว!
“ซองมิน ของหวานมาแล้ว พายฟักทองด้วยล่ะ ว้าว น่ากินชะมัด”
โอเค เอาไว้ก่อนก็ได้
โจคยูฮยอนรายงานความสำเร็จของงานนอกสถานที่ที่เพิ่งเสร็จสิ้นไปสดๆ ร้อนๆ ให้เจ้านายฟัง เมื่อปาร์คจองซูหรือพี่อีทึกกล่าวชมด้วยความพึงพอใจ ชายหนุ่มรุ่นน้องก็เพียงแค่ยิ้มรับเรียบๆ ปลายนิ้วเรียวเกลี่ยเป็นวงกลมบนผ้าปูโต๊ะ ตามองเหม่อแต่หูก็สดับฟังเสียงพูดคุยของเพื่อนร่วมงานไปด้วย
“มึงแอบโทรบอกพี่ชายว่าพวกเราจะมาร้านนี้หรือเปล่าวะซีวอน ถึงได้บังเอิญมาจ๊ะเอ๋กันได้” คิมยองอุนหรือคังอินออกเสียงถามแบบไม่ถนอมเสียง ไม่ได้กลัวเลยว่าใครจะได้ยินบ้าง เป็นเจ้านายใหญ่อย่างจองซูเสียอีกที่ต้องหันมาปราม “เบาหน่อยคังอิน มึงจะพูดให้แม่มึงมาพังโต๊ะหรือไง”
“กูพูดแค่นี้ทำเตือน ทีมึงล่ะ หยอกได้หยอกดี”
“แน่นอน เรื่องแบบนี้กูสนุกได้แค่คนเดียว” รอยยิ้มหวานบาดตาแต่ในกลุ่มคนสนิทก็รู้แน่ชัดว่ามันไม่ใช่ยิ้มนางฟ้าหรือเทวดาอย่างที่คนภายนอกเข้าใจ(ผิด) ปาร์คจองซูมีอะไรมากกว่ารูปลักษณ์ที่เห็น อะไร...ที่ตรงข้ามสุดกู่
“ผมเปล่านะฮยอง ถ้าลองว่าผมบอกพี่ฮีชอลก็ไม่มีทางมาร้านนี้แน่นอน “
“แล้วพวกนั้นมาทำไมวะ” คิมจองอุนหรือเยซองเพิ่งได้ฤกษ์เปิดตัวอย่างเป็นทางการส่งเสียงถามมาจากด้านในสุด ในมือชายหนุ่มมีหนังสือการ์ตูนกางอยู่ ศีรษะครอบด้วยเฮดโฟนสีส้มแสบตาแต่ก็ยังสามารถรับคลื่นภายนอกได้ชัดเจน
“เมื่อกี้ผมก็ถามทำนองนี้เหมือนกัน พี่ฮีชอลบอกว่า... แกเห็นฉันนั่งขุดดินอยู่หรือไงเชวซีวอน ตั้งแต่ไปคบกับพวกป่วยๆ นั่นก็โง่ตามกันเลยนะ...แบบนี้แหละครับ” ลอกมาทั้งคำพูดและโทนเสียงแบบไม่ขาดมีแต่เกินเรียกเสียงหัวเราะครืนจากคนอื่นๆ แม้แต่โจคยูฮยอนที่นั่งเงียบก็ยังอดยิ้มไม่ได้
“แล้วเป็นไงล่ะมึง เจอกองฯ นั้นแล้วถลาเข้าไป ได้คุยกับทงเฮสมใจไหมล่ะ”
“ไม่ครับ ทงเฮเอาแต่ทานข้าวไม่สนใจผมเลย”
“ผิดหวังเลยสิงานนี้”
“ก็ไม่เชิง คนที่นั่งข้างๆ ทงเฮก็น่ารักเหมือนกัน ตัวขาวๆ แก้มกลมๆ ตาแป๋วด้วย เห็นในระยะใกล้แล้ว น่ารักสุดยอดครับพี่” นอกเหนือจากภาพลักษณ์ความเป็นคุณชายลูกผู้ดีมีตังค์ ความเจ้าชู้ ลื่นและไหลได้อย่างต่อเนื่องคือคุณสมบัติพิเศษของเชวซีวอน บางครั้งก็มีประโยชน์กับสายงานแต่บางทีก็หนักเกินที่เพื่อนฝูงจะรับไหว คยูฮยอนชำเลืองมองใบหน้าไร้ความรู้สึกของคนที่นั่งตรงข้าม คิมคิบอมยังสนใจแต่โทรศัพท์เครื่องใหม่ พอถูกปลายเท้าเขี่ยใต้โต๊ะก็เงยหน้ามองเสียทีหนึ่ง แล้วก็ย้ายสายตาไปแลโต๊ะข้างๆ เรียกให้โจคยูฮยอนต้องมองตาม
“......................................”
คราวนี้เป็นคยูฮยอนเองที่ถูกเตะหน้าแข้งจากใต้โต๊ะ ใบหน้าหล่อจัดสะบัดคืน ดวงตาคมกล้าปรากฏแววโทสะวาววาม หากคนกระทำการอุกอาจยังกล้าเลิกคิ้วท้าทาย
“มึงเตะกูก่อน”
“กูเตะเพราะมีเหตุผล”
“กูก็มี หรือมึงไม่เห็น.......”
“สัด”
พนักงานนำอาหารมาเสิร์ฟก็ถึงเวลาเกิดสงครามย่อยๆ อีกครั้ง คยูฮยอนกับคิบอมไม่อยากพลาดมื้อหลักเพียงมื้อเดียวของวันจึงพร้อมใจกันสงบศึกชั่วคราว น้องเล็กของ DARK ตักพิซซ่าหน้าทะเลมาใส่จาน ตัดเป็นชิ้นพอคำแล้วก็ราดซอสเต็มจาน กำลังจิ้มใส่ปากก็เงยหน้าไปเจอดวงตาวิบวับของเพื่อนสนิท
คยูฮยอนขยับปากเป็นคำสั้นๆ แต่แสบไปถึงเนื้อหนัง ปล่อยให้คิบอมหัวเราะกับอาหารที่ตัวเองเลือกแล้วก็เผลอกวาดตามองไปหยุดที่โต๊ะนั้นอีกครั้ง
ดวงตากลมใสเป็นประกาย จมูกโด่งเล็ก ปากเป็นกระจับสีชมพู
ท่าทางหยิบจับนั่นนิดนี่หน่อยดูมีความสุขตลอดเวลา
ริมฝีปากสีเลือดเหยียดออกเป็นเส้นตรง ความรู้สึกอันน่าชิงชังแล่นพล่านไปตามเนื้อตัว
ห่า เขาเกลียด เกลียด.....นัก
....
เด็กเนิร์ดก็ยังค้างไว้ที่ คัมมิ่งซูน ต้นฉบับก็ยังไม่ได้ปิด เจ๋อเขียนฟิกชั่ววูบขึ้นมาอีก เอิ้กๆๆ (หัวเราะบ้า) ร้างลากับฟิกแนวนี้ไปตั้งนาน ชอบไม่ชอบก็บอกกันได้ ชอบก็อ่าน ไม่ชอบก็ข้ามๆ ไปนะจ๊ะคนแต่งก็แต่งตามใจตัวเองเหมือนกัน ^^
_________________
edit @ 23 Sep 2009 14:15:23 by Fanismz