ทงเฮเองก็ใช่ว่าไม่เสียใจ ไม่ได้ตั้งใจจะใช้อารมณ์ในการแก้ปัญหา แต่ทงเฮเป็นอะไรก็ไม่รู้แค่มาเห็นภาพคิบอมเดินมากับซองมิน เพื่อนร่วมคณะ เห็นคิบอมอุ้มเด็กคนนั้น ใบหน้าเฉื่อยชาไร้อารมณ์ดังทุกทีมันหายไป ความอ่อนโยนที่เคยเป็นของทงเฮคนเดียวถูกหยิบยื่นให้คนอื่น เขาก็ไม่เข้าใจว่าเพียงแค่เจอภาพไม่คุ้นตานั้นทำไมอารมณ์ทงเฮต้องปั่นป่วนไร้ทิศทางแบบนี้ เผลอขึ้นเสียงใส่น้อง พูดคำที่ไม่เคยพูด คิบอมเสียใจทงเฮรู้ดี
ร่างเล็กปัดมือคิบอมออกจากร่าง ใช้มือข้างเดียวกันนั้นป้ายน้ำตาลวกๆ
“เราจะเดินกับใครตัวมาเกี่ยวอะไรด้วย ทีตัวเอง......”
“เปลี่ยนคำพูดเดี๋ยวนี้นะ เดี๋ยวนี้กลายเป็นเราเป็นตัวแล้วหรือทงเฮ”
“ไม่เปลี่ยน จะพูดแบบนี้ นายจะทำไม” อีกนิดเดียว ถ้าพี่แสดงความห่างเหินกับผมอีกนิดเดียว ไอ้ผู้ชายคนนั้นมันต้องเจ็บยิ่งกว่าเจ็บแน่ ผมรับรอง “ทีตัวเองมาเดินเล่นกระหนุงกระหนิงซองมิน พาน้องซองมินไปทานไอศครีมกัน เรายังไม่เห็นว่าอะไรสักคำ เราจะมาเดินเล่นกับซีวอนบ้างตัวจะมาห้ามอย่างนั้นหรือ”
“ผมไม่ได้ไปกระหนุงกระหนิงกับเค้า”
“แล้วที่เห็นนั่นมันอะไร เดินหัวเราะคิกคักกันมาอย่างกับพ่อแม่ลูก อร่อยมากล่ะสิไอศครีมร้านนั้นน่ะ อยู่ด้วยกันมาสิบกว่าปี เพิ่งรู้ว่าคิบอมชอบของหวานก็วันนี้แหละ” คิบอมพรูลมหายใจอย่างหนักอก เริ่มรู้สึกว่าบทบาทมันจะสลับกันยังไงก็บอกไม่ถูก ทำไมเขาต้องเป็นคนมาคอยแก้ตัวกับคำประชดจากปากเล็กๆนั่นด้วยวะเนี่ย คิบอมสิควรจะได้เป็นคนถามคนซัก ทำไมทงเฮถึงได้มาเดินเอื่อยกับไอ้เหี้ยนั่นได้
“ทงเฮ เราเจอกันกลางถนนแล้วรู้ได้ยังไงว่าผมพาเขาไปทานไอศครีมมา” คราวนี้พี่ชายตัวเล็กเม้มปาก เชิดหน้าหนีอย่างแสนงอน คิบอมขยับเข้าไปใกล้ แตะใบหน้าสวยให้หันมาหาด้วยอารมณ์ที่เย็นลงเยอะ
“ทงเฮ”
“รู้จากไหนมันสำคัญยังไงล่ะ คิบอมไปจริงไม่ใช่หรือ”
“คนดี บอกมาสิครับ” เจอเสียงนุ่มๆของคนเป็นน้องออดเข้าหน่อย ใจดวงเล็กก็แสร้งปั้นปึ่งไม่ได้นาน กลีบเนื้ออิ่มขยับเป็นชื่อที่ทำให้คิบอมกระตุกปากยิ้มเหี้ยมทันที
“คยูฮยอน”
กูคิดละ ไอ้เพื่อนชั่ว หายหัวเอาตัวรอดไปคนเดียวแล้วยังมีหน้าโทรบอกให้ทงเฮมาเข้าใจผิดกับกูอีก ก่อนจะเก็บไอ้ซีวอน กูเก็บมึงก่อนจะดีไหม ไอ้คยู
“มันบอกทงเฮว่าไง”
“ก็บอกอย่างที่เราเห็นนั่นแหละ หรือมันมีอะไรมากกว่านั้นล่ะ”
“มี” พี่ชายตัวบางแทบจะก้าวหนีทันทีที่ได้ยินคำยืนยันนั้นออกจากปาก ดวงตาคู่สวยตวัดขึ้นมองใบหน้าหล่อคมอย่างผิดหวัง หากคิบอมยิ้มบาง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะไอ้เพื่อนตัวดีหรือผีห่าซาตานตนใดที่ดลบันดาลให้เรื่องมันมาลงรูปแบบนี้ แต่การได้เห็นทงเฮทำท่าคล้ายจะ หวง เขาแบบนี้ ถึงจะโดนขึ้นเสียงใส่ไปบ้าง เขาก็คิดว่ามันคุ้มค่าจนแทบเก็บความดีใจเอาไว้ไม่อยู่เลยทีเดียว
ร่างสูงขยับเข้าหาพี่ชายคนเดียว เกี่ยวเอามือบางขึ้นมาจูบหนักๆอย่างแสนรัก
“ทงเฮอยากรู้ไหมว่ามันมีอะไรมากกว่านั้น”
คนตัวเล็กกว่ามัวแต่แกล้งเมินไม่ทันได้ตอบ เสียงฝีเท้าของคนที่สามก็ดังใกล้เข้ามาเสียก่อน คิบอมจิ๊ปาก หันไปมองตรงทางเข้าตรอกแล้วก็ต้องกะพริบตาปริบ ร่างกลมป้อมในชุดเสื้อแขนยาวมีฮู้ดห้อยอยู่ข้างหลังกับกางเกงขาสั้นและรองเท้าผ้าใบคู่เล็กชุดเดิมตอกย้ำให้คิบอมแน่ใจว่าร่างจ้อยที่กำลังเอามือข้างหนึ่งแตะผนังตึกพลางก้าวเข้ามาอย่างกล้าๆกลัวๆนั้นคือคิมคิเฮตัวจริง
คนตัวสูงยิ้มกระจ่าง ย่อตัวลงนั่งพลางพยักหน้าให้หนูน้อยเข้ามาหา
“มาได้ยังไงลูก” จะแปลกเกินไปไหมที่คิเฮได้ยินเสียงของคิมคิบอมอีกแล้ว กลีบปากแดงย้อยเอ่ยเป็นคำตอบสั้นๆ
....คยูฮยอนฮยอง....
คิบอมมองไปด้านหลังเด็กน้อย ไม่ยักจะเห็นแม้แต่เงาคนที่ถูกเอ่ยถึง แต่เอาเป็นว่า....กูอภัยให้ความผิดแต่หนหลังของมึงก็แล้วกัน ไอ้คนเจ้าแผนการ อุ้มหนูน้อยมาหยุดตรงหน้าพี่ชายคนสวย ให้เวลาทงเฮได้สำรวจเด็กน้อยครู่เดียว ความรู้สึกบางประการพุ่งปราดไปตามกระแสเลือดในตัว ทงเฮครางเสียงแผ่ว รู้สึกขนลุกซู่ เด็กหนุ่มหน้าสวยไม่ได้รู้หรอกว่าตัวเองมีดวงตาหรือใบหน้าเหมือนเจ้าหนูน้อยแต่ที่อุ่นวาบไปทั้งอกเป็นเพราะความเอ็นดูจับใจในยามที่ได้เห็นเจ้าตัวน้อยชัดเต็มตาก็เท่านั้นเอง
มือบางค่อยจับมือป้อมมาโบกไปมา แนะนำตัวเองเสียงอ่อน
“สวัสดี พี่ชื่อ ลีทงเฮ น้องชื่ออะไรครับ”
คิเฮเงยหน้ามองคนอุ้ม พอคิบอมยิ้มให้เจ้าตัวก็อุบอิบบอกเหมือนยังเกรงไม่หาย ก็เมื่อครู่นี้พี่คนนี้ทำให้พี่คิบอมพรวดพราดทิ้งคิเฮกับพี่ซองมินไว้ พอพี่ซองมินทักก็ไม่ยอมตอบวิ่งตามพี่คิบอมจนหายไปด้วยกันสองคน นี่ถ้าพี่คยูฮยอนไปพามาส่งให้ข้างหน้าคิเฮคงหาพี่ชายใจดีคนนี้ไม่เจอ
“กลัวพี่หรือครับ”
“น้องพูดไม่ได้น่ะทงเฮ บางทีก็ไม่ได้ยินด้วย”
คิเฮได้ยินคำบอกเล่านั้น เด็กชายจึงหันหน้าหนี เบือนลงซบไหล่กว้าง ดูเหมือนความประทับใจแรกของคิมคิเฮ กับ ลีทงเฮจะติดลบเสียแล้ว เจ้าของชื่อพยางค์ต้นของหนูน้อยหัวเราะในคอ ขยับร่างกลมป๊อกให้หันหน้ามาหาพี่ชายคนสวย
“ตัวเล็ก พี่ทงเฮเป็นพี่ชายของพี่ นายดูดีๆสิ เค้าเป็นคนน่ารักแล้วก็ใจดีมากๆเลยนะ ใจดียิ่งกว่าพี่กับคยูฮยอนรวมกันเสียอีก ไม่อยากได้พี่ชายแบบนี้หรือ” ดวงตาสีเดียวกับทงเฮหรุบลงต่ำ ปากแดงฉ่ำเม้มไปมา คิบอมเห็นความลังเลใจนั้นจึงแนบแก้มกับหน้าผากเล็ก ตาคมทอดมองใบหน้าสวยหวานของพี่ชายอย่างมีความหมาย แล้วก็ส่งประโยคเด็ดที่ทำให้หนูน้อยยอมชำเลืองมองทงเฮที่หน้าแดงเรื่อขึ้นมาพร้อมกัน
“พี่ชื่อคิบอม พี่ชายคนนี้ชื่อทงเฮ ส่วนตัวเล็กชื่อคิเฮ คิดดูดีๆแล้วเหมือนเอาชื่อพี่สองคนมารวมกันในชื่อเราเลยนะ หนำซ้ำยังนามสกุลคิมเหมือนพี่อีก แบบนี้เราเหมือน...ครอบครัวเดียวกันเลยนะ” เกาหลีเป็นประเทศที่มีนามสกุลและชื่อคนซ้ำกันเยอะมาก แต่เพราะคิเฮเป็นชื่อที่แทบไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยตั้งแต่จำความได้ ทงเฮเลยประหลาดใจกับความบังเอิญอันน่ายินดีนั้นจนเผลอยิ้มเสียเต็มสองแก้ม ความน่ารักนั้นเคยกระแทกใจคิมคิคนพ่ออย่างไร คิมคิคนลูกคงไม่ต่างกันสักเท่าไหร่
เมื่อทงเฮตบมือสองแปะพร้อมแบมือออกตรงหน้า แน่นอนว่าร่างกลมนิ่มนั้นจะต้องโผเข้าไปโอบรัดคนสวยทันทีเหมือนกัน แก้มนิ่มเบียดกันอย่างจงใจสร้างเสียงหัวเราะคิกคักจากเด็กน้อยจนคนฟังยิ่งเอ็นดู เลยยิ่งกอดฟัดอย่างหมั่นเขี้ยว ทงเฮยิ้มแก้มตุ่ย มองหน้ากลมแป้นแล้วถามเสียงใส
“คิเฮชอบให้กอดหรือ” เจ้าตัวเล็กผงกหัวหงึกๆ
“น่ารักจังเลย ไปอยู่กับพี่ไหม เราจะได้นอนกอดกันทั้งคืนเลย”
“เรื่องนั้นเอาไว้ก่อนได้ไหม ทงเฮยังไม่ได้บอกผมเลยว่าทำไมถึงออกมาเดินเที่ยวกับคุณชายนั่นได้” ประเด็นเก่าถูกหยิบยกขึ้นมาขัดความสุขตรงหน้าจนทงเฮหน้าม่อย คนตัวเล็กซุกหน้ากับไหล่เจ้าตัวจ้อย ครางอืออาเป็นนัยว่าไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้อีกแล้ว “ทงเฮ ทำไมต้องโกหกว่ามาทำรายงานกลุ่ม”
“เปล่าโกหก ก็มาทำรายงานจริงๆ”
“โดยการมาเดินควงมันเที่ยวนี่นะ”
“มันไม่ใช่แบบนั้นนะ พอดีว่า.........คิบอมไม่ถามได้ไหมล่ะ แต่รู้เถอะว่าพี่มาทำงานจริงๆ”
“ไม่ได้ ถ้าไม่ตอบก็ส่งคิเฮคืนมา ไม่ต้องอุ้มลูกผมเลยนะ”
“ไม่ คิเฮไม่ใช่ลูกตัวคนเดียวซะหน่อย เนาะ”
“ลีทงเฮ!”
“เอ๊ะ อย่ามาดุได้ไหมเล่า” เจ้าหนูตัวน้อยได้แต่หันซ้ายหันขวากรอกตามองพ่อกับแม่ (อุปทาน) โต้ตอบกันไปมาอย่างงงงวย พอพี่ชายหน้าเข้มเริ่มทำหน้าดุ แถมยังเอื้อมมือมาจับแขนพี่คนสวยเสียแน่น คิเฮก็จับนิ้วของคิบอมง้างออกจากแขนทงเฮ มองคนตัวสูงเป็นการตำหนิก่อนแขนอวบเป็นปล้องจะโอบต้นคอขาวเข้ามากอดคล้ายจะปกป้องในที
คิบอมชะงักขณะที่ทงเฮยิ้มร่า แกล้งซุกหน้ากับเจ้าตัวน้อยเหมือนจะกลัวแสนกลัว แล้วก็แอบแลบลิ้นให้น้องชายตัวโตอย่างเป็นต่อ คิบอมถอนลมหายใจทิ้งอย่างหมดทาง เคยใจแข็งได้ตลอดรอดฝั่งไหมล่ะ คำตอบไม่เห็นต้องเหนื่อยคิด ก็ไม่เคยน่ะสิคิบอม
คยูฮยอนหัวเราะโดยไม่มีเสียงขณะจุดไฟจ่อกับบุหรี่ที่คาบคาปากไว้ หลังจากส่งเจ้าตัวเล็กเข้าไปสงบศึกระหว่างพ่อกับแม่ในซอกตึกแล้ว ร่างสูงก็เดินเอื่อยออกมาหยุดดูอยู่ห่างๆ ไอ้แก้มมันก็วิบไปอย่างนั้นแหละ แค่โดนพี่ชายขึ้นเสียงเข้าหน่อยมันก็ซีดแล้ว คู่นี้ทะเลาะกันไม่ทันข้ามวันหรอก เขาไม่เคยเห็นคิบอมมันจะเคืองพี่ทงเฮลงสักที จัดการให้มันก้าวหน้าแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เจอกับตัวเองสักยกสองยกพอตัวเองเป็นฝ่ายรู้สึก พี่ทงเฮจะได้สะกิดใจกับอาการขี้หวงของน้องชายบ้าง
อัดควันเข้าปอดได้แค่ครึ่งมวน ร่างขาวนวลที่เดินตาแป๋วเข้ามาหาทำให้เผลอทิ้งบุหรี่อีกครึ่งมวนลงพื้น พลางใช้รองเท้าบี้เสียจนไม่เหลือซาก....ซองมินเห็นตั้งแต่อยู่ไกลๆแล้วล่ะ นายแว่นตัวแสบนี่ยืนพ่นควันคลุ้งยังกับไม่ใช่เด็กมอปลาย แล้วที่เนียนเลิกสูบไปกลางคันนั่นน่ะก็ใช่ว่ามันจะปกปิดความผิดมิด กลิ่นยังลอยวนอยู่รอบตัวแบบนี้ มันน่าหยิกให้เนื้อหลุดนัก
“คิเฮไปไหนแล้ว”
“อยู่กับคิบอม” บุ้ยใบ้ไปทางด้านข้างของร้านไอศครีม พอซองมินจะไปตามเด็กหนุ่มก็คว้าแขนเอาไว้ ลากให้เดินตามไปอีกทางหนึ่ง พี่ชายของคิเฮแปลกใจหนักหนาอยู่เหมือนกันแต่ไอ้ครั้นจะออกแรงยื้อยุดฉุดทึ้งกันกลางที่ชุมชนแบบนี้ก็ไม่ใช่วิสัยเขา ซองมินเลยได้แต่เดินตามผู้ชายตรงหน้าไปเงียบๆ สุดท้ายที่ที่ไปหยุดก็เป็นสวนสาธารณะแห่งเดิมวันนั้น
“พามาที่นี่ทำไม”
“จีบ”
“อะไรนะ”
“พามาจีบ ไม่พอใจหรือครับ” ซองมินถอนใจเฮือกใหญ่ สอดมือเข้าซุกในกระเป๋าเสื้อไหมพรมสีเขียวเข้ม แทนความอบอุ่นของมือหนาที่เพิ่งคลายจาก ดวงตากลมโตที่ช้อนมองคนตัวสูงพราวระยับด้วยหยาดน้ำที่คลอหล่อเลี้ยงลูกแก้วสีนิลสวย ดูมีชีวิตชีวา ไม่แห้งผากเหมือนดวงตาหลายคู่ที่คยูฮยอนเคยมองสบด้วย และรอยยิ้มบางเบาโดยปราศจากความเขินอายนั่นก็ต่างจากภาพที่เด็กหนุ่มคุ้นเคยด้วยเช่นกัน
“คุณไม่เชื่อที่ผมพูดเลยนี่”
“ไม่ใช่ไม่เชื่อ แต่ตอนนี้ฉันหิว ขอกินอะไรก่อนได้ไหม”
“อยากกินอะไร”
“ขนมจีบ” โปรยยิ้มหวานก่อนจะเดินตรงไปยังทิศที่เห็นสัญลักษณ์ของร้านสะดวกซื้ออยู่ลิบๆ คยูฮยอนลุกขึ้นยืนช้าๆ มุมปากได้รูปกดลึกอย่างพึงใจ ใครบอกว่าใสซื่อ.....ก็ร้ายไม่เบานี่นา ซองมินถือถุงกระดาษสีน้ำตาลกลับมาสองถุง ส่งใบหนึ่งให้คยูฮยอนส่วนตัวเองก็เริ่มงับแซนวิชแฮมชีสเคี้ยวทั้งที่ตายังมองแผ่นน้ำตรงหน้าอย่างเลื่อนลอย
“ไหนบอกอยากทานขนมจีบ”
“หมดน่ะ ทำไม คุณนักเรียนมีขายหรือ”
“เลิกเรียกผมว่าคุณนักเรียนเถอะ ฟังแล้วเด็กยังไงก็ไม่รู้ ผมมีชื่อแล้วคุณก็รู้แล้วด้วยว่าผมชื่ออะไร” ซองมินยิ้มบาง แก้มป่องอูมขึ้นเล็กน้อยเพราะเจ้าตัวจงใจเม้มปากพองลมให้คยูฮยอนเห็น ซองมินไม่เถียง ไม่ค้าน ไม่ยอมรับหากปล่อยความคิดล่องลอยไปกับสิ่งที่อยู่ในใจอีกครั้ง การถูกละเลยเหมือนไม่ให้ความสำคัญเป็นสิ่งที่คุณชายโจคยูฮยอนไม่ชินมาตั้งแต่เกิด ไม่แปลกที่ชายหนุ่มจะเรียกร้องความสนใจเพื่อให้ได้ดั่งใจตัว
“คุณเป็นอะไรหรือเปล่า” คนตัวขาวยังยื่นนิ่ง ดวงตาคู่งามจับจ้องผิวน้ำที่เริ่มซึมซับสีสันของราตรีกาลเข้มขึ้นทุกขณะ เพื่อนรักของคิบอมถอนใจด้วยความหงุดหงิด ลากมาชวนคุยรอเวลาไอ้แก้มมันโทรหา ไม่ได้ลากมายืนเหม่อให้ดูนะเว้ย นิ้วแข็งกดลงบนสีข้างซองมินไม่เบานัก คนตัวขาวสะดุ้งพอรู้สึก หันมามองเจ้าของมืออย่างสงสัย
“มีอะไร”
“จะไม่คุยกันหน่อยหรือไง ผมเหงานะ”
“ขอโทษนะ แต่ตอนนี้ฉันอยากคิดอะไรเงียบๆน่ะ ถ้านายเหงาลองเดินไปแถวร้านเค้กตรงหัวมุมนั่นนะ รับรองว่ามีพวกพี่สาวมาช่วยคุยเยอะแน่” เสียงหวานยังคงรักษาระดับความไพเราะได้อย่างน่าฟัง ไม่มีโทนเสียงที่จับใจความได้ว่าอีกฝ่ายตั้งใจจะประชดแม้แต่เพียงน้อย คยูฮยอนแทบจะชักสีหน้าใส่คนพูดตามประสาคนเอาแต่ใจแล้ว แต่บังเอิญซองมินเมินหน้าไปทางอื่นเสียก่อน เท่านั้นยังไม่พอคนตัวเล็กยังทอดฝีเท้าห่างจากเขาไปเรื่อยๆอีกด้วย ขายาวก้าวตามไปจนทันได้เดินคู่กับคนหน้าหวาน ส่งเสียงถามเป็นการชวนคุยมากกว่าจะสนใจจริงจัง
“คุณเป็นอะไรไปหรือเปล่า วันนี้คุณดูแปลกๆนะ”
“เหรอ ก็คงจะแปลกจริงๆนั่นแหละ”
“มีเรื่องอะไรไม่สบายใจหรือ ท่าทางเหมือนโดนบังคับให้แบกโลกไว้คนเดียว บอกผมได้นะ ถึงจะช่วยเหลืออะไรไม่ได้แต่ผมก็คิดว่าตัวเองเป็นผู้ฟังที่ดีพอสมควร” ไม่อย่างน้นคิยอมมันจะขยันเอาเรื่องพี่ทงเฮมาปรึกษาให้เขาปวดหัวไปกับมันไม่เว้นวันหรือ ลีซองมินตอบรับความปรารถนาดีของคุณชายรูปหล่อ พ่อแม่ตามใจจนเกือบเสียคนด้วยรอยยิ้มฝืน
“ขอบใจมากนะ แต่มันไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรหรอก”
“ไม่ใช่เรื่องสำคัญแล้วทำไมต้องเก็บเอามาคิด ลบทิ้งไปสิ”
“ถ้ามันทำได้ง่ายๆก็ดีสิ”
“ถ้ามันไม่สำคัญจริงก็ต้องทำได้ เก็บเอาไว้ทำลายสุขภาพจิตตัวเองเปล่าๆนะ” ทางออกที่แสนจะง่ายดายมันแสดงให้เห็นมุมมองความคิดและวิธีการแก้ไขปัญหาที่ซองมินคิดว่ามันเด็กจนอดที่จะอิจฉาชายหนุ่มคนนี้ไม่ได้ นิ้วเล็กถูกยกขึ้นมาแตะตรงสันจมูกโด่งคม “งั้นเอาใหม่ มันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างสำคัญ....มากด้วย แต่มันไม่เหมาะที่จะเอามาเล่าให้คนนอกฟังน่ะ ขอโทษด้วยนะ”
“โอเค แล้วจะทำยังไงให้อารมณ์ดีขึ้นล่ะเนี่ย ผมไม่ชอบอยู่กับคนสติไม่สมประดีนะ”
“ฉันแค่มีเรื่องต้องคิด ไม่ได้เสียสติ ใช้คำให้มันสอดคล้องกับบริบทแล้วก็ตรงความหมายหน่อย คุณนักเรียน” คยูฮยอนพ่นลมจิ๊จ๊ะ ท้วงเสียงขุ่น “คุณนักเรียนอีกแล้ว บอกแล้วไงว่าผมไม่ชอบให้เรียกแบบนั้น”
“โจคยู”
“.......”
“ต่อไปจะเรียกนายว่า โจคยู ก็แล้วกันนะ”
.
.
.
“ทำไมต้อง โจคยู” หลังจากทนเงียบเก็บความสงสัยมาครู่ใหญ่ เสียงทุ้มก็เอ่ยทำลายความเงียบขึ้นอีกครั้ง ซองมินหัวเราะเสียงเบา กรีดยิ้มหวานเจี๊ยบเหมือนรู้อยู่แล้วว่าการเก็บงำไม่ขยายความประโยคสุดท้ายของตนนั้นจะทำให้คุณชายช่างสงสัยอดใจไม่ได้และถามออกมาเองในที่สุด เด็กก็ยังเป็นเด็กอยู่วันยันค่ำน่ะนะ
“ก็น่ารักดี เท่ด้วย แถมยังไม่เคยมีใครเรียกใช่ไหมล่ะ เอาเป็นว่าเพื่อแลกกับการเล่าเรื่องที่นายอยากรู้ให้ฟัง ต่อไปนี้นายต้องให้ฉันเรียกนายว่า โจคยู แค่คนเดียว ตกลงไหม”
“ใครอยากรู้เรื่องของคุณกัน โมเมชะมัด”
“แล้วกัน กำลังมีฟีลอยากจะเล่าก็ดันไม่อยากฟังซะละ งั้นไม่เป็นไร เชิญนั่งเหงารอเพื่อนอยู่ตรงนี้คนเดียวก็แล้วกันนะ ฉันจะกลับไปรอคิเฮที่บ้านละ อ้อ ลืมบอกไปว่าพอตะวันตกดินแล้วแถวนี้มันสลัวได้ใจ ระวังจะโดนพวกกล้ามปูเข้ามาจีบล่ะ” คยูฮยอนดันตัวเองลุกขึ้นนั่ง คว้าชายเสื้อที่กำลังสะบัดน้อยๆตามแรงลมกลางคืนกระตุกไปมาด้วยอาการขัดใจเต็มกำลัง
“นี่ๆๆ พูดเองเออเองอยู่คนเดียวเลยนะ จะเรียกอะไรก็เรียกไปเถอะ ไม่เอาคุณนักเรียนนั่นก็พอ คุณนี่มันเจ้าเล่ห์ผิดหน้าตาจริงๆ”
“ใครกันแน่ที่ร้ายผิดหน้าตา เจ้าเด็กแว่น”
“คุณเลิกพูดเหมือนผมเป็นเด็กทีได้ไหม จะให้บอกกี่ครั้งว่าผมไม่ชอบ”
“นายไม่ได้เป็นเด็กหรือไง อายุสิบแปดย่างสิบเก้า เรียนมอปลาย ไม่ว่าลักษณะภายนอกจะเป็นผู้ใหญ่มากแค่ไหนแต่ความคิดและระดับอารมณ์ก็ยังเด็กกว่าฉันอยู่ดีแหละ ดูเอาเถอะสะกิดต่อมนิดหน่อยก็เคืองแล้ว ทำไมหรือโจคยู การที่คนอื่นเอ่ยถึงสิ่งที่เป็นตัวตนของเราไม่เห็นจะน่าโมโหตรงไหน หรือกลัวว่าถ้าถูกมองว่าเป็นเด็กแล้วมันจะไม่แมน ไม่เท่ แล้วจะไม่มั่นใจเหมือนท่าทางที่แสดงออก อย่างนั้นใช่ไหม”
“คุณนี่มันหาเรื่องใส่ตัวจริงๆ”
“เดี๋ยว นี่! จะทำอะไรน่ะ..................”
ร่างทั้งร่างล้มทับลงมาบนตัวเจ้าเด็กอวดดีแบบไม่ทันได้หลบเลี่ยง เพราะคยูฮยอนเล่นคว้าข้อมือทั้งสองของซองมินแล้วก็กระชากเข้ามาตัวอย่างแรง เจ้าของแก้มกลมอิ่มร้องเสียงหลงเมื่อถูกจับพลิกทีเดียวก็เป็นอันต้องมานอนหงายมองท้องฟ้าสีเข้มเต็มร้อยแปดสิบองศา แต่เพียงพริบตาเดียวผืนฟ้าสีกำมะหยี่ที่ประดับด้วยดวงดาวดารดาษก็ถูกบดบังด้วยใบหน้าหล่อเหลาของเจ้าตัวแสบคนเดิม แว่นตากรอบดำที่หลุดค้างอยู่บนปลายจมูกโด่งถูกปลายนิ้วเรียวเกี่ยวให้พ้นทางเปิดโอกาสให้ดวงตาคมกริบได้สำรวจใบหน้าเนียนชัดๆ
“ผู้ใหญ่ปากดี อยากโดนเด็กปิดปากก็บอกกันมาตรงๆเถอะ”
“นาย...อย่ามาทำนิยายแถวนี้นะ”
“นิยายคืออะไร ไม่เคยอ่านนิยาย” ไอ้ที่นายเอาปากมาจ่อกับปากฉันอยู่นี่แหละ มันฉากสุดพีคในนิยายหวานแหววเลยเว้ย มือนุ่มยกขึ้นมายันหน้าคนข้างบนออกสุดแรงแต่สัมผัสสากของไรหนวดจางๆตรงเหนือริมฝีปากสีสดทำให้ซองมินดึงมือกลับแทบไม่ทัน
“เคย ไม่เคย ก็ลุกไปเดี๋ยวนี้ นี่มันสวนสาธารณะนะ อย่ามารุ่มร่าม”
“แสดงว่าถ้าเป็นที่อื่นก็โอเค โอ๊ย!.....ซี๊ดด.......” เจ็บเพราะถูกซองมินงอนิ้วดีดเข้าใส่หน้าผากเสียงดังแป๊ก คยูฮยอนครางลึกในคอลูบรอยแดงป้อยๆแล้วก็พาลซบหน้าลงกับซอกคออุ่น เกลือกแก้มและคางบนผิวเนื้อที่โผล่พ้นจากคอเสื้อตัวสวยออกมาจนซองมินอยากจะละลายไปให้รู้แล้วรู้รอด
ไอ้...ไอ้เด็กบ้า มันจั๊กจี๋นะเว้ย
“ถ้าไม่อยากโดนอีกก็ลุกไปเดี๋ยวนี้”
“ไม่ลุก”
“นี่ นายจะดื้อเอาบ้านพร้อมที่ดินหรือไงหา ทำแบบนี้ฉันเดือดร้อนนะ” นักเรียนมอปลายปีสุดท้ายที่กำลังสวมวิญญาณเด็กห้าขวบที่ดื้อที่สุดในโลก วางคางกับอกซองมิน ช้อนตาสบกับดวงตากลมสวยพร้อมรอยยิ้มเป็นต่อ “สัญญามาก่อนว่าจะไม่หาว่าผมเป็นเด็กอีก”
“ฉันไม่สัญญา เห็นอยู่ว่านายทำตัวได้เด็กแค่ไหน ฉันไม่ได้กล่าวหาใครลอยๆเสียหน่อย”
“ดี ไม่สัญญาก็จูบกันเลยดีกว่า”
ไร้เหตุผล เอาแต่ใจ บ้าอำนาจแล้วก็โมเมได้หน้าด้านแบบสุดๆ ซองมินเบี่ยงหน้าหนีใบหน้าคมที่ฉกลงมาพร้อมทั้งหลับตาปี๋ รู้สึกถึงรอยชื้นของริมฝีปากกับปลายจมูกที่แนบลงบนผิวแก้มของตนอย่างถนัดถนี่ โอย ไม่ไหวแล้ว ซองมินหัวใจจะวาย อกใจเค้าวูบวาบไปหมดแล้ว ใครก็ได้ช่วยหยุดผู้ชายคนนี้ที!
“อะแฮ่ม...ฮึ่ม....”
พระเจ้า ราวกับเสียงจากสวรรค์ชั้นฟ้า ซองมินตะเกียกตะกายลุกขึ้นนั่งแทบจะทันทีที่ได้ยินคนตัวสูงพ่นคำสบถจากลำคอ ร่างเล็กถอยไปนั่งชันเข่าห่างจากคยูฮยอนร่วมสองวา หันไปหาต้นเสียงที่กำลังยืนยิ้มกว้างอยู่แล้วก็ต้องตาโต ทั้งคิมคิบอม ลีทงเฮ และคิมคิเฮน้องชายของเขา อยู่กันครบ!
“มีอะไรหรือคิบอม เรานึกว่านายกำลังพาน้องกับพี่ชายไปเดินเล่นกันเสียอีก”
“พอดีว่าเจ้าตัวเล็กอยากกลับบ้านแล้ว เราสองคนเลยพามาหาพี่ชายน่ะ ขอโทษที่มาขัดจังหวะนะคยูฮยอน ถ้ายังคุยกันไม่เสร็จ เราพาน้องไปรอทางโน้นก่อนก็ได้”
“อ่า ไม่ๆๆ ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณมากนะ คิเฮ กลับบ้านเรากันเถอะ ค่ำแล้วเดี๋ยวพี่ชายจะเป็นห่วง” รวบรัดบอกแล้วก็รับร่างน้องชายจากทงเฮมาอุ้ม เจ้าตัวกลมเสียเวลาจูบและหอมทงเฮอีกเป็นครู่กว่าจะยอมผละมาหาซองมิน แต่ที่สุดแล้วก็กลายเป็นสองหนุ่มหน้าหวานที่พากันเดินล่วงหน้าไปก่อน เพราะเด็กแว่นอีกสองคนนั้นจงใจทอดฝีเท้าเว้นระยะห่างอยู่ข้างหลัง เดินไปคุยกันไปเงียบๆตามประสาเพื่อนสนิท
“ยิ้มทำไมวะ”
“ขำมึง คิดยังไงไปปล้ำเค้าเย้ยฟ้าท้าดินขนาดนั้นวะ หรือช่วงนี้อดอยากเลยห้ามใจไม่ไหว”
“ไม่ใช่อย่างที่มึงคิดหรอก กูแค่แกล้งเล่น เห็นชอบตั้งท่าเป็นผู้ใหญ่คอยสั่งนั่นสอนนี่ดีนัก คำก็เด็ก สองคำก็นักเรียน เจอเด็กกดเข้าหน่อยก็ตั่วสั่นทำอะไรไม่ถูก สะใจชะมัด” พูดไปก็ล้วงไปหาซองบุหรี่ในกระเป๋ากางเกงพอจะยกขึ้นสูบคิบอมก็กระทุ้งศอกใส่สีข้างจนจุก ร่างสูงครางซี๊ด ทรุดลงกุมเอวมองคิบอมเตะซองนิโคตินของโปรดทิ้งอย่างอาวรณ์
“ไอ้เหี้ย ของแพงนะเว้ย หาซื้อในประเทศไม่ได้นะมึงซองนั้นน่ะ”
“ไหนมึงบอกเศษเงินในกระเป่ามึงมีเยอะไง แค่นี้ทำบ่น ทงเฮอยู่ข้างหน้ามึงจะรีบสูบไปไหน” คยูฮยอนถอนใจยาว เผลอนี่หว่า ทุกทีอยู่ต่อหน้าซองมินเขาไม่ต้องแอ๊บแบ๊วอย่างอยู่ต่อหน้าพี่ทงเฮ อยากทำอะไรก็ทำ อยากพูดอะไรก็พูด “แล้วไม่กลัวว่าซองมินของมึงจะเทศณ์ให้อีกหรือไง”
“ไม่ใช่ของกู มึงอย่ามามั่ว” คนหน้าเข้มกระตุกยิ้มยั่วเย้า
“ไม่ใช่ของกู พูดได้นะมึง ถ้ากูไม่เข้าไปขัด กูว่ามึงริดกระดุมเค้าหมดแถวแน่ไอ้คยู” ดีไม่ดี ฝีมือระดับมันอาจปลดเข็มขัด กำจัดเสื้อผ้าอีกฝ่ายหมดทั้งตัวโดยที่ลีซองมินไม่ทันได้คัดค้านเลยด้วยซ้ำ
“บอกแล้วไงว่ากูแค่แกล้งแหย่เล่น”
“จริง”
“เออ” คิบอมโอบไหล่เพื่อนรักเข้ามาใกล้ แกล้งซุบซิบประหนึ่งกำลังเอ่ยถึงความลับระดับชาติทั้งที่ไม่จำเป็นเลยสักนิด “ไอ้คนปากแข็ง อย่าให้รู้ทีหลังนะว่ามึงแอบเปลี่ยนชื่อลูกกูลับหลัง”
“ทำไมกูต้องทำแบบนั้น”
“กูก็พูดไว้ก่อน เผื่อวันหนึ่งข้างหน้ามึงอยากได้เด็กชื่อ คยูมิน ขึ้นมา”
“ปัญญาอ่อน”
“กูถามจริง ตาแป๋ว ปากอิ่ม แก้มแดง แถมยังทำตัวมีสาระขนาดนั้นไม่กระแทกใจบ้างเหรอวะ......” ถ้าคยูฮยอนมีรอยยิ้มกวนๆ หรือสีหน้าอื่นใดนอกจากความหนักแน่นจริงจัง คิบอมคงเดินหน้าหยอกล้อมันต่อ แต่เพราะริมฝีปากที่หุบสนิทและประกายตาวาววับที่มองสามคนข้างหน้าในยามที่ซองมินพาไปหยุดยืนอยู่หน้าร้านหนังสือร้านหนึ่งทำให้คิบอมต้องเก็บเสียงของตัวเองโดยไม่ต้องให้ใครเตือน
“มึงก็รู้ ในหัวกูตอนนี้.....มีแต่พี่จองซู........”
คิบอมหันมามองเจ้าของเสียงที่ยืนล้วงกระเป๋าอยู่ข้างๆ
มึงรู้เรื่องนี้มานานแค่ไหนแล้วคยูฮยอน
To be continue……………….. ^^
ร่างเล็กปัดมือคิบอมออกจากร่าง ใช้มือข้างเดียวกันนั้นป้ายน้ำตาลวกๆ
“เราจะเดินกับใครตัวมาเกี่ยวอะไรด้วย ทีตัวเอง......”
“เปลี่ยนคำพูดเดี๋ยวนี้นะ เดี๋ยวนี้กลายเป็นเราเป็นตัวแล้วหรือทงเฮ”
“ไม่เปลี่ยน จะพูดแบบนี้ นายจะทำไม” อีกนิดเดียว ถ้าพี่แสดงความห่างเหินกับผมอีกนิดเดียว ไอ้ผู้ชายคนนั้นมันต้องเจ็บยิ่งกว่าเจ็บแน่ ผมรับรอง “ทีตัวเองมาเดินเล่นกระหนุงกระหนิงซองมิน พาน้องซองมินไปทานไอศครีมกัน เรายังไม่เห็นว่าอะไรสักคำ เราจะมาเดินเล่นกับซีวอนบ้างตัวจะมาห้ามอย่างนั้นหรือ”
“ผมไม่ได้ไปกระหนุงกระหนิงกับเค้า”
“แล้วที่เห็นนั่นมันอะไร เดินหัวเราะคิกคักกันมาอย่างกับพ่อแม่ลูก อร่อยมากล่ะสิไอศครีมร้านนั้นน่ะ อยู่ด้วยกันมาสิบกว่าปี เพิ่งรู้ว่าคิบอมชอบของหวานก็วันนี้แหละ” คิบอมพรูลมหายใจอย่างหนักอก เริ่มรู้สึกว่าบทบาทมันจะสลับกันยังไงก็บอกไม่ถูก ทำไมเขาต้องเป็นคนมาคอยแก้ตัวกับคำประชดจากปากเล็กๆนั่นด้วยวะเนี่ย คิบอมสิควรจะได้เป็นคนถามคนซัก ทำไมทงเฮถึงได้มาเดินเอื่อยกับไอ้เหี้ยนั่นได้
“ทงเฮ เราเจอกันกลางถนนแล้วรู้ได้ยังไงว่าผมพาเขาไปทานไอศครีมมา” คราวนี้พี่ชายตัวเล็กเม้มปาก เชิดหน้าหนีอย่างแสนงอน คิบอมขยับเข้าไปใกล้ แตะใบหน้าสวยให้หันมาหาด้วยอารมณ์ที่เย็นลงเยอะ
“ทงเฮ”
“รู้จากไหนมันสำคัญยังไงล่ะ คิบอมไปจริงไม่ใช่หรือ”
“คนดี บอกมาสิครับ” เจอเสียงนุ่มๆของคนเป็นน้องออดเข้าหน่อย ใจดวงเล็กก็แสร้งปั้นปึ่งไม่ได้นาน กลีบเนื้ออิ่มขยับเป็นชื่อที่ทำให้คิบอมกระตุกปากยิ้มเหี้ยมทันที
“คยูฮยอน”
กูคิดละ ไอ้เพื่อนชั่ว หายหัวเอาตัวรอดไปคนเดียวแล้วยังมีหน้าโทรบอกให้ทงเฮมาเข้าใจผิดกับกูอีก ก่อนจะเก็บไอ้ซีวอน กูเก็บมึงก่อนจะดีไหม ไอ้คยู
“มันบอกทงเฮว่าไง”
“ก็บอกอย่างที่เราเห็นนั่นแหละ หรือมันมีอะไรมากกว่านั้นล่ะ”
“มี” พี่ชายตัวบางแทบจะก้าวหนีทันทีที่ได้ยินคำยืนยันนั้นออกจากปาก ดวงตาคู่สวยตวัดขึ้นมองใบหน้าหล่อคมอย่างผิดหวัง หากคิบอมยิ้มบาง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะไอ้เพื่อนตัวดีหรือผีห่าซาตานตนใดที่ดลบันดาลให้เรื่องมันมาลงรูปแบบนี้ แต่การได้เห็นทงเฮทำท่าคล้ายจะ หวง เขาแบบนี้ ถึงจะโดนขึ้นเสียงใส่ไปบ้าง เขาก็คิดว่ามันคุ้มค่าจนแทบเก็บความดีใจเอาไว้ไม่อยู่เลยทีเดียว
ร่างสูงขยับเข้าหาพี่ชายคนเดียว เกี่ยวเอามือบางขึ้นมาจูบหนักๆอย่างแสนรัก
“ทงเฮอยากรู้ไหมว่ามันมีอะไรมากกว่านั้น”
คนตัวเล็กกว่ามัวแต่แกล้งเมินไม่ทันได้ตอบ เสียงฝีเท้าของคนที่สามก็ดังใกล้เข้ามาเสียก่อน คิบอมจิ๊ปาก หันไปมองตรงทางเข้าตรอกแล้วก็ต้องกะพริบตาปริบ ร่างกลมป้อมในชุดเสื้อแขนยาวมีฮู้ดห้อยอยู่ข้างหลังกับกางเกงขาสั้นและรองเท้าผ้าใบคู่เล็กชุดเดิมตอกย้ำให้คิบอมแน่ใจว่าร่างจ้อยที่กำลังเอามือข้างหนึ่งแตะผนังตึกพลางก้าวเข้ามาอย่างกล้าๆกลัวๆนั้นคือคิมคิเฮตัวจริง
คนตัวสูงยิ้มกระจ่าง ย่อตัวลงนั่งพลางพยักหน้าให้หนูน้อยเข้ามาหา
“มาได้ยังไงลูก” จะแปลกเกินไปไหมที่คิเฮได้ยินเสียงของคิมคิบอมอีกแล้ว กลีบปากแดงย้อยเอ่ยเป็นคำตอบสั้นๆ
....คยูฮยอนฮยอง....
คิบอมมองไปด้านหลังเด็กน้อย ไม่ยักจะเห็นแม้แต่เงาคนที่ถูกเอ่ยถึง แต่เอาเป็นว่า....กูอภัยให้ความผิดแต่หนหลังของมึงก็แล้วกัน ไอ้คนเจ้าแผนการ อุ้มหนูน้อยมาหยุดตรงหน้าพี่ชายคนสวย ให้เวลาทงเฮได้สำรวจเด็กน้อยครู่เดียว ความรู้สึกบางประการพุ่งปราดไปตามกระแสเลือดในตัว ทงเฮครางเสียงแผ่ว รู้สึกขนลุกซู่ เด็กหนุ่มหน้าสวยไม่ได้รู้หรอกว่าตัวเองมีดวงตาหรือใบหน้าเหมือนเจ้าหนูน้อยแต่ที่อุ่นวาบไปทั้งอกเป็นเพราะความเอ็นดูจับใจในยามที่ได้เห็นเจ้าตัวน้อยชัดเต็มตาก็เท่านั้นเอง
มือบางค่อยจับมือป้อมมาโบกไปมา แนะนำตัวเองเสียงอ่อน
“สวัสดี พี่ชื่อ ลีทงเฮ น้องชื่ออะไรครับ”
คิเฮเงยหน้ามองคนอุ้ม พอคิบอมยิ้มให้เจ้าตัวก็อุบอิบบอกเหมือนยังเกรงไม่หาย ก็เมื่อครู่นี้พี่คนนี้ทำให้พี่คิบอมพรวดพราดทิ้งคิเฮกับพี่ซองมินไว้ พอพี่ซองมินทักก็ไม่ยอมตอบวิ่งตามพี่คิบอมจนหายไปด้วยกันสองคน นี่ถ้าพี่คยูฮยอนไปพามาส่งให้ข้างหน้าคิเฮคงหาพี่ชายใจดีคนนี้ไม่เจอ
“กลัวพี่หรือครับ”
“น้องพูดไม่ได้น่ะทงเฮ บางทีก็ไม่ได้ยินด้วย”
คิเฮได้ยินคำบอกเล่านั้น เด็กชายจึงหันหน้าหนี เบือนลงซบไหล่กว้าง ดูเหมือนความประทับใจแรกของคิมคิเฮ กับ ลีทงเฮจะติดลบเสียแล้ว เจ้าของชื่อพยางค์ต้นของหนูน้อยหัวเราะในคอ ขยับร่างกลมป๊อกให้หันหน้ามาหาพี่ชายคนสวย
“ตัวเล็ก พี่ทงเฮเป็นพี่ชายของพี่ นายดูดีๆสิ เค้าเป็นคนน่ารักแล้วก็ใจดีมากๆเลยนะ ใจดียิ่งกว่าพี่กับคยูฮยอนรวมกันเสียอีก ไม่อยากได้พี่ชายแบบนี้หรือ” ดวงตาสีเดียวกับทงเฮหรุบลงต่ำ ปากแดงฉ่ำเม้มไปมา คิบอมเห็นความลังเลใจนั้นจึงแนบแก้มกับหน้าผากเล็ก ตาคมทอดมองใบหน้าสวยหวานของพี่ชายอย่างมีความหมาย แล้วก็ส่งประโยคเด็ดที่ทำให้หนูน้อยยอมชำเลืองมองทงเฮที่หน้าแดงเรื่อขึ้นมาพร้อมกัน
“พี่ชื่อคิบอม พี่ชายคนนี้ชื่อทงเฮ ส่วนตัวเล็กชื่อคิเฮ คิดดูดีๆแล้วเหมือนเอาชื่อพี่สองคนมารวมกันในชื่อเราเลยนะ หนำซ้ำยังนามสกุลคิมเหมือนพี่อีก แบบนี้เราเหมือน...ครอบครัวเดียวกันเลยนะ” เกาหลีเป็นประเทศที่มีนามสกุลและชื่อคนซ้ำกันเยอะมาก แต่เพราะคิเฮเป็นชื่อที่แทบไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยตั้งแต่จำความได้ ทงเฮเลยประหลาดใจกับความบังเอิญอันน่ายินดีนั้นจนเผลอยิ้มเสียเต็มสองแก้ม ความน่ารักนั้นเคยกระแทกใจคิมคิคนพ่ออย่างไร คิมคิคนลูกคงไม่ต่างกันสักเท่าไหร่
เมื่อทงเฮตบมือสองแปะพร้อมแบมือออกตรงหน้า แน่นอนว่าร่างกลมนิ่มนั้นจะต้องโผเข้าไปโอบรัดคนสวยทันทีเหมือนกัน แก้มนิ่มเบียดกันอย่างจงใจสร้างเสียงหัวเราะคิกคักจากเด็กน้อยจนคนฟังยิ่งเอ็นดู เลยยิ่งกอดฟัดอย่างหมั่นเขี้ยว ทงเฮยิ้มแก้มตุ่ย มองหน้ากลมแป้นแล้วถามเสียงใส
“คิเฮชอบให้กอดหรือ” เจ้าตัวเล็กผงกหัวหงึกๆ
“น่ารักจังเลย ไปอยู่กับพี่ไหม เราจะได้นอนกอดกันทั้งคืนเลย”
“เรื่องนั้นเอาไว้ก่อนได้ไหม ทงเฮยังไม่ได้บอกผมเลยว่าทำไมถึงออกมาเดินเที่ยวกับคุณชายนั่นได้” ประเด็นเก่าถูกหยิบยกขึ้นมาขัดความสุขตรงหน้าจนทงเฮหน้าม่อย คนตัวเล็กซุกหน้ากับไหล่เจ้าตัวจ้อย ครางอืออาเป็นนัยว่าไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้อีกแล้ว “ทงเฮ ทำไมต้องโกหกว่ามาทำรายงานกลุ่ม”
“เปล่าโกหก ก็มาทำรายงานจริงๆ”
“โดยการมาเดินควงมันเที่ยวนี่นะ”
“มันไม่ใช่แบบนั้นนะ พอดีว่า.........คิบอมไม่ถามได้ไหมล่ะ แต่รู้เถอะว่าพี่มาทำงานจริงๆ”
“ไม่ได้ ถ้าไม่ตอบก็ส่งคิเฮคืนมา ไม่ต้องอุ้มลูกผมเลยนะ”
“ไม่ คิเฮไม่ใช่ลูกตัวคนเดียวซะหน่อย เนาะ”
“ลีทงเฮ!”
“เอ๊ะ อย่ามาดุได้ไหมเล่า” เจ้าหนูตัวน้อยได้แต่หันซ้ายหันขวากรอกตามองพ่อกับแม่ (อุปทาน) โต้ตอบกันไปมาอย่างงงงวย พอพี่ชายหน้าเข้มเริ่มทำหน้าดุ แถมยังเอื้อมมือมาจับแขนพี่คนสวยเสียแน่น คิเฮก็จับนิ้วของคิบอมง้างออกจากแขนทงเฮ มองคนตัวสูงเป็นการตำหนิก่อนแขนอวบเป็นปล้องจะโอบต้นคอขาวเข้ามากอดคล้ายจะปกป้องในที
คิบอมชะงักขณะที่ทงเฮยิ้มร่า แกล้งซุกหน้ากับเจ้าตัวน้อยเหมือนจะกลัวแสนกลัว แล้วก็แอบแลบลิ้นให้น้องชายตัวโตอย่างเป็นต่อ คิบอมถอนลมหายใจทิ้งอย่างหมดทาง เคยใจแข็งได้ตลอดรอดฝั่งไหมล่ะ คำตอบไม่เห็นต้องเหนื่อยคิด ก็ไม่เคยน่ะสิคิบอม
คยูฮยอนหัวเราะโดยไม่มีเสียงขณะจุดไฟจ่อกับบุหรี่ที่คาบคาปากไว้ หลังจากส่งเจ้าตัวเล็กเข้าไปสงบศึกระหว่างพ่อกับแม่ในซอกตึกแล้ว ร่างสูงก็เดินเอื่อยออกมาหยุดดูอยู่ห่างๆ ไอ้แก้มมันก็วิบไปอย่างนั้นแหละ แค่โดนพี่ชายขึ้นเสียงเข้าหน่อยมันก็ซีดแล้ว คู่นี้ทะเลาะกันไม่ทันข้ามวันหรอก เขาไม่เคยเห็นคิบอมมันจะเคืองพี่ทงเฮลงสักที จัดการให้มันก้าวหน้าแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เจอกับตัวเองสักยกสองยกพอตัวเองเป็นฝ่ายรู้สึก พี่ทงเฮจะได้สะกิดใจกับอาการขี้หวงของน้องชายบ้าง
อัดควันเข้าปอดได้แค่ครึ่งมวน ร่างขาวนวลที่เดินตาแป๋วเข้ามาหาทำให้เผลอทิ้งบุหรี่อีกครึ่งมวนลงพื้น พลางใช้รองเท้าบี้เสียจนไม่เหลือซาก....ซองมินเห็นตั้งแต่อยู่ไกลๆแล้วล่ะ นายแว่นตัวแสบนี่ยืนพ่นควันคลุ้งยังกับไม่ใช่เด็กมอปลาย แล้วที่เนียนเลิกสูบไปกลางคันนั่นน่ะก็ใช่ว่ามันจะปกปิดความผิดมิด กลิ่นยังลอยวนอยู่รอบตัวแบบนี้ มันน่าหยิกให้เนื้อหลุดนัก
“คิเฮไปไหนแล้ว”
“อยู่กับคิบอม” บุ้ยใบ้ไปทางด้านข้างของร้านไอศครีม พอซองมินจะไปตามเด็กหนุ่มก็คว้าแขนเอาไว้ ลากให้เดินตามไปอีกทางหนึ่ง พี่ชายของคิเฮแปลกใจหนักหนาอยู่เหมือนกันแต่ไอ้ครั้นจะออกแรงยื้อยุดฉุดทึ้งกันกลางที่ชุมชนแบบนี้ก็ไม่ใช่วิสัยเขา ซองมินเลยได้แต่เดินตามผู้ชายตรงหน้าไปเงียบๆ สุดท้ายที่ที่ไปหยุดก็เป็นสวนสาธารณะแห่งเดิมวันนั้น
“พามาที่นี่ทำไม”
“จีบ”
“อะไรนะ”
“พามาจีบ ไม่พอใจหรือครับ” ซองมินถอนใจเฮือกใหญ่ สอดมือเข้าซุกในกระเป๋าเสื้อไหมพรมสีเขียวเข้ม แทนความอบอุ่นของมือหนาที่เพิ่งคลายจาก ดวงตากลมโตที่ช้อนมองคนตัวสูงพราวระยับด้วยหยาดน้ำที่คลอหล่อเลี้ยงลูกแก้วสีนิลสวย ดูมีชีวิตชีวา ไม่แห้งผากเหมือนดวงตาหลายคู่ที่คยูฮยอนเคยมองสบด้วย และรอยยิ้มบางเบาโดยปราศจากความเขินอายนั่นก็ต่างจากภาพที่เด็กหนุ่มคุ้นเคยด้วยเช่นกัน
“คุณไม่เชื่อที่ผมพูดเลยนี่”
“ไม่ใช่ไม่เชื่อ แต่ตอนนี้ฉันหิว ขอกินอะไรก่อนได้ไหม”
“อยากกินอะไร”
“ขนมจีบ” โปรยยิ้มหวานก่อนจะเดินตรงไปยังทิศที่เห็นสัญลักษณ์ของร้านสะดวกซื้ออยู่ลิบๆ คยูฮยอนลุกขึ้นยืนช้าๆ มุมปากได้รูปกดลึกอย่างพึงใจ ใครบอกว่าใสซื่อ.....ก็ร้ายไม่เบานี่นา ซองมินถือถุงกระดาษสีน้ำตาลกลับมาสองถุง ส่งใบหนึ่งให้คยูฮยอนส่วนตัวเองก็เริ่มงับแซนวิชแฮมชีสเคี้ยวทั้งที่ตายังมองแผ่นน้ำตรงหน้าอย่างเลื่อนลอย
“ไหนบอกอยากทานขนมจีบ”
“หมดน่ะ ทำไม คุณนักเรียนมีขายหรือ”
“เลิกเรียกผมว่าคุณนักเรียนเถอะ ฟังแล้วเด็กยังไงก็ไม่รู้ ผมมีชื่อแล้วคุณก็รู้แล้วด้วยว่าผมชื่ออะไร” ซองมินยิ้มบาง แก้มป่องอูมขึ้นเล็กน้อยเพราะเจ้าตัวจงใจเม้มปากพองลมให้คยูฮยอนเห็น ซองมินไม่เถียง ไม่ค้าน ไม่ยอมรับหากปล่อยความคิดล่องลอยไปกับสิ่งที่อยู่ในใจอีกครั้ง การถูกละเลยเหมือนไม่ให้ความสำคัญเป็นสิ่งที่คุณชายโจคยูฮยอนไม่ชินมาตั้งแต่เกิด ไม่แปลกที่ชายหนุ่มจะเรียกร้องความสนใจเพื่อให้ได้ดั่งใจตัว
“คุณเป็นอะไรหรือเปล่า” คนตัวขาวยังยื่นนิ่ง ดวงตาคู่งามจับจ้องผิวน้ำที่เริ่มซึมซับสีสันของราตรีกาลเข้มขึ้นทุกขณะ เพื่อนรักของคิบอมถอนใจด้วยความหงุดหงิด ลากมาชวนคุยรอเวลาไอ้แก้มมันโทรหา ไม่ได้ลากมายืนเหม่อให้ดูนะเว้ย นิ้วแข็งกดลงบนสีข้างซองมินไม่เบานัก คนตัวขาวสะดุ้งพอรู้สึก หันมามองเจ้าของมืออย่างสงสัย
“มีอะไร”
“จะไม่คุยกันหน่อยหรือไง ผมเหงานะ”
“ขอโทษนะ แต่ตอนนี้ฉันอยากคิดอะไรเงียบๆน่ะ ถ้านายเหงาลองเดินไปแถวร้านเค้กตรงหัวมุมนั่นนะ รับรองว่ามีพวกพี่สาวมาช่วยคุยเยอะแน่” เสียงหวานยังคงรักษาระดับความไพเราะได้อย่างน่าฟัง ไม่มีโทนเสียงที่จับใจความได้ว่าอีกฝ่ายตั้งใจจะประชดแม้แต่เพียงน้อย คยูฮยอนแทบจะชักสีหน้าใส่คนพูดตามประสาคนเอาแต่ใจแล้ว แต่บังเอิญซองมินเมินหน้าไปทางอื่นเสียก่อน เท่านั้นยังไม่พอคนตัวเล็กยังทอดฝีเท้าห่างจากเขาไปเรื่อยๆอีกด้วย ขายาวก้าวตามไปจนทันได้เดินคู่กับคนหน้าหวาน ส่งเสียงถามเป็นการชวนคุยมากกว่าจะสนใจจริงจัง
“คุณเป็นอะไรไปหรือเปล่า วันนี้คุณดูแปลกๆนะ”
“เหรอ ก็คงจะแปลกจริงๆนั่นแหละ”
“มีเรื่องอะไรไม่สบายใจหรือ ท่าทางเหมือนโดนบังคับให้แบกโลกไว้คนเดียว บอกผมได้นะ ถึงจะช่วยเหลืออะไรไม่ได้แต่ผมก็คิดว่าตัวเองเป็นผู้ฟังที่ดีพอสมควร” ไม่อย่างน้นคิยอมมันจะขยันเอาเรื่องพี่ทงเฮมาปรึกษาให้เขาปวดหัวไปกับมันไม่เว้นวันหรือ ลีซองมินตอบรับความปรารถนาดีของคุณชายรูปหล่อ พ่อแม่ตามใจจนเกือบเสียคนด้วยรอยยิ้มฝืน
“ขอบใจมากนะ แต่มันไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรหรอก”
“ไม่ใช่เรื่องสำคัญแล้วทำไมต้องเก็บเอามาคิด ลบทิ้งไปสิ”
“ถ้ามันทำได้ง่ายๆก็ดีสิ”
“ถ้ามันไม่สำคัญจริงก็ต้องทำได้ เก็บเอาไว้ทำลายสุขภาพจิตตัวเองเปล่าๆนะ” ทางออกที่แสนจะง่ายดายมันแสดงให้เห็นมุมมองความคิดและวิธีการแก้ไขปัญหาที่ซองมินคิดว่ามันเด็กจนอดที่จะอิจฉาชายหนุ่มคนนี้ไม่ได้ นิ้วเล็กถูกยกขึ้นมาแตะตรงสันจมูกโด่งคม “งั้นเอาใหม่ มันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างสำคัญ....มากด้วย แต่มันไม่เหมาะที่จะเอามาเล่าให้คนนอกฟังน่ะ ขอโทษด้วยนะ”
“โอเค แล้วจะทำยังไงให้อารมณ์ดีขึ้นล่ะเนี่ย ผมไม่ชอบอยู่กับคนสติไม่สมประดีนะ”
“ฉันแค่มีเรื่องต้องคิด ไม่ได้เสียสติ ใช้คำให้มันสอดคล้องกับบริบทแล้วก็ตรงความหมายหน่อย คุณนักเรียน” คยูฮยอนพ่นลมจิ๊จ๊ะ ท้วงเสียงขุ่น “คุณนักเรียนอีกแล้ว บอกแล้วไงว่าผมไม่ชอบให้เรียกแบบนั้น”
“โจคยู”
“.......”
“ต่อไปจะเรียกนายว่า โจคยู ก็แล้วกันนะ”
.
.
.
“ทำไมต้อง โจคยู” หลังจากทนเงียบเก็บความสงสัยมาครู่ใหญ่ เสียงทุ้มก็เอ่ยทำลายความเงียบขึ้นอีกครั้ง ซองมินหัวเราะเสียงเบา กรีดยิ้มหวานเจี๊ยบเหมือนรู้อยู่แล้วว่าการเก็บงำไม่ขยายความประโยคสุดท้ายของตนนั้นจะทำให้คุณชายช่างสงสัยอดใจไม่ได้และถามออกมาเองในที่สุด เด็กก็ยังเป็นเด็กอยู่วันยันค่ำน่ะนะ
“ก็น่ารักดี เท่ด้วย แถมยังไม่เคยมีใครเรียกใช่ไหมล่ะ เอาเป็นว่าเพื่อแลกกับการเล่าเรื่องที่นายอยากรู้ให้ฟัง ต่อไปนี้นายต้องให้ฉันเรียกนายว่า โจคยู แค่คนเดียว ตกลงไหม”
“ใครอยากรู้เรื่องของคุณกัน โมเมชะมัด”
“แล้วกัน กำลังมีฟีลอยากจะเล่าก็ดันไม่อยากฟังซะละ งั้นไม่เป็นไร เชิญนั่งเหงารอเพื่อนอยู่ตรงนี้คนเดียวก็แล้วกันนะ ฉันจะกลับไปรอคิเฮที่บ้านละ อ้อ ลืมบอกไปว่าพอตะวันตกดินแล้วแถวนี้มันสลัวได้ใจ ระวังจะโดนพวกกล้ามปูเข้ามาจีบล่ะ” คยูฮยอนดันตัวเองลุกขึ้นนั่ง คว้าชายเสื้อที่กำลังสะบัดน้อยๆตามแรงลมกลางคืนกระตุกไปมาด้วยอาการขัดใจเต็มกำลัง
“นี่ๆๆ พูดเองเออเองอยู่คนเดียวเลยนะ จะเรียกอะไรก็เรียกไปเถอะ ไม่เอาคุณนักเรียนนั่นก็พอ คุณนี่มันเจ้าเล่ห์ผิดหน้าตาจริงๆ”
“ใครกันแน่ที่ร้ายผิดหน้าตา เจ้าเด็กแว่น”
“คุณเลิกพูดเหมือนผมเป็นเด็กทีได้ไหม จะให้บอกกี่ครั้งว่าผมไม่ชอบ”
“นายไม่ได้เป็นเด็กหรือไง อายุสิบแปดย่างสิบเก้า เรียนมอปลาย ไม่ว่าลักษณะภายนอกจะเป็นผู้ใหญ่มากแค่ไหนแต่ความคิดและระดับอารมณ์ก็ยังเด็กกว่าฉันอยู่ดีแหละ ดูเอาเถอะสะกิดต่อมนิดหน่อยก็เคืองแล้ว ทำไมหรือโจคยู การที่คนอื่นเอ่ยถึงสิ่งที่เป็นตัวตนของเราไม่เห็นจะน่าโมโหตรงไหน หรือกลัวว่าถ้าถูกมองว่าเป็นเด็กแล้วมันจะไม่แมน ไม่เท่ แล้วจะไม่มั่นใจเหมือนท่าทางที่แสดงออก อย่างนั้นใช่ไหม”
“คุณนี่มันหาเรื่องใส่ตัวจริงๆ”
“เดี๋ยว นี่! จะทำอะไรน่ะ..................”
ร่างทั้งร่างล้มทับลงมาบนตัวเจ้าเด็กอวดดีแบบไม่ทันได้หลบเลี่ยง เพราะคยูฮยอนเล่นคว้าข้อมือทั้งสองของซองมินแล้วก็กระชากเข้ามาตัวอย่างแรง เจ้าของแก้มกลมอิ่มร้องเสียงหลงเมื่อถูกจับพลิกทีเดียวก็เป็นอันต้องมานอนหงายมองท้องฟ้าสีเข้มเต็มร้อยแปดสิบองศา แต่เพียงพริบตาเดียวผืนฟ้าสีกำมะหยี่ที่ประดับด้วยดวงดาวดารดาษก็ถูกบดบังด้วยใบหน้าหล่อเหลาของเจ้าตัวแสบคนเดิม แว่นตากรอบดำที่หลุดค้างอยู่บนปลายจมูกโด่งถูกปลายนิ้วเรียวเกี่ยวให้พ้นทางเปิดโอกาสให้ดวงตาคมกริบได้สำรวจใบหน้าเนียนชัดๆ
“ผู้ใหญ่ปากดี อยากโดนเด็กปิดปากก็บอกกันมาตรงๆเถอะ”
“นาย...อย่ามาทำนิยายแถวนี้นะ”
“นิยายคืออะไร ไม่เคยอ่านนิยาย” ไอ้ที่นายเอาปากมาจ่อกับปากฉันอยู่นี่แหละ มันฉากสุดพีคในนิยายหวานแหววเลยเว้ย มือนุ่มยกขึ้นมายันหน้าคนข้างบนออกสุดแรงแต่สัมผัสสากของไรหนวดจางๆตรงเหนือริมฝีปากสีสดทำให้ซองมินดึงมือกลับแทบไม่ทัน
“เคย ไม่เคย ก็ลุกไปเดี๋ยวนี้ นี่มันสวนสาธารณะนะ อย่ามารุ่มร่าม”
“แสดงว่าถ้าเป็นที่อื่นก็โอเค โอ๊ย!.....ซี๊ดด.......” เจ็บเพราะถูกซองมินงอนิ้วดีดเข้าใส่หน้าผากเสียงดังแป๊ก คยูฮยอนครางลึกในคอลูบรอยแดงป้อยๆแล้วก็พาลซบหน้าลงกับซอกคออุ่น เกลือกแก้มและคางบนผิวเนื้อที่โผล่พ้นจากคอเสื้อตัวสวยออกมาจนซองมินอยากจะละลายไปให้รู้แล้วรู้รอด
ไอ้...ไอ้เด็กบ้า มันจั๊กจี๋นะเว้ย
“ถ้าไม่อยากโดนอีกก็ลุกไปเดี๋ยวนี้”
“ไม่ลุก”
“นี่ นายจะดื้อเอาบ้านพร้อมที่ดินหรือไงหา ทำแบบนี้ฉันเดือดร้อนนะ” นักเรียนมอปลายปีสุดท้ายที่กำลังสวมวิญญาณเด็กห้าขวบที่ดื้อที่สุดในโลก วางคางกับอกซองมิน ช้อนตาสบกับดวงตากลมสวยพร้อมรอยยิ้มเป็นต่อ “สัญญามาก่อนว่าจะไม่หาว่าผมเป็นเด็กอีก”
“ฉันไม่สัญญา เห็นอยู่ว่านายทำตัวได้เด็กแค่ไหน ฉันไม่ได้กล่าวหาใครลอยๆเสียหน่อย”
“ดี ไม่สัญญาก็จูบกันเลยดีกว่า”
ไร้เหตุผล เอาแต่ใจ บ้าอำนาจแล้วก็โมเมได้หน้าด้านแบบสุดๆ ซองมินเบี่ยงหน้าหนีใบหน้าคมที่ฉกลงมาพร้อมทั้งหลับตาปี๋ รู้สึกถึงรอยชื้นของริมฝีปากกับปลายจมูกที่แนบลงบนผิวแก้มของตนอย่างถนัดถนี่ โอย ไม่ไหวแล้ว ซองมินหัวใจจะวาย อกใจเค้าวูบวาบไปหมดแล้ว ใครก็ได้ช่วยหยุดผู้ชายคนนี้ที!
“อะแฮ่ม...ฮึ่ม....”
พระเจ้า ราวกับเสียงจากสวรรค์ชั้นฟ้า ซองมินตะเกียกตะกายลุกขึ้นนั่งแทบจะทันทีที่ได้ยินคนตัวสูงพ่นคำสบถจากลำคอ ร่างเล็กถอยไปนั่งชันเข่าห่างจากคยูฮยอนร่วมสองวา หันไปหาต้นเสียงที่กำลังยืนยิ้มกว้างอยู่แล้วก็ต้องตาโต ทั้งคิมคิบอม ลีทงเฮ และคิมคิเฮน้องชายของเขา อยู่กันครบ!
“มีอะไรหรือคิบอม เรานึกว่านายกำลังพาน้องกับพี่ชายไปเดินเล่นกันเสียอีก”
“พอดีว่าเจ้าตัวเล็กอยากกลับบ้านแล้ว เราสองคนเลยพามาหาพี่ชายน่ะ ขอโทษที่มาขัดจังหวะนะคยูฮยอน ถ้ายังคุยกันไม่เสร็จ เราพาน้องไปรอทางโน้นก่อนก็ได้”
“อ่า ไม่ๆๆ ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณมากนะ คิเฮ กลับบ้านเรากันเถอะ ค่ำแล้วเดี๋ยวพี่ชายจะเป็นห่วง” รวบรัดบอกแล้วก็รับร่างน้องชายจากทงเฮมาอุ้ม เจ้าตัวกลมเสียเวลาจูบและหอมทงเฮอีกเป็นครู่กว่าจะยอมผละมาหาซองมิน แต่ที่สุดแล้วก็กลายเป็นสองหนุ่มหน้าหวานที่พากันเดินล่วงหน้าไปก่อน เพราะเด็กแว่นอีกสองคนนั้นจงใจทอดฝีเท้าเว้นระยะห่างอยู่ข้างหลัง เดินไปคุยกันไปเงียบๆตามประสาเพื่อนสนิท
“ยิ้มทำไมวะ”
“ขำมึง คิดยังไงไปปล้ำเค้าเย้ยฟ้าท้าดินขนาดนั้นวะ หรือช่วงนี้อดอยากเลยห้ามใจไม่ไหว”
“ไม่ใช่อย่างที่มึงคิดหรอก กูแค่แกล้งเล่น เห็นชอบตั้งท่าเป็นผู้ใหญ่คอยสั่งนั่นสอนนี่ดีนัก คำก็เด็ก สองคำก็นักเรียน เจอเด็กกดเข้าหน่อยก็ตั่วสั่นทำอะไรไม่ถูก สะใจชะมัด” พูดไปก็ล้วงไปหาซองบุหรี่ในกระเป๋ากางเกงพอจะยกขึ้นสูบคิบอมก็กระทุ้งศอกใส่สีข้างจนจุก ร่างสูงครางซี๊ด ทรุดลงกุมเอวมองคิบอมเตะซองนิโคตินของโปรดทิ้งอย่างอาวรณ์
“ไอ้เหี้ย ของแพงนะเว้ย หาซื้อในประเทศไม่ได้นะมึงซองนั้นน่ะ”
“ไหนมึงบอกเศษเงินในกระเป่ามึงมีเยอะไง แค่นี้ทำบ่น ทงเฮอยู่ข้างหน้ามึงจะรีบสูบไปไหน” คยูฮยอนถอนใจยาว เผลอนี่หว่า ทุกทีอยู่ต่อหน้าซองมินเขาไม่ต้องแอ๊บแบ๊วอย่างอยู่ต่อหน้าพี่ทงเฮ อยากทำอะไรก็ทำ อยากพูดอะไรก็พูด “แล้วไม่กลัวว่าซองมินของมึงจะเทศณ์ให้อีกหรือไง”
“ไม่ใช่ของกู มึงอย่ามามั่ว” คนหน้าเข้มกระตุกยิ้มยั่วเย้า
“ไม่ใช่ของกู พูดได้นะมึง ถ้ากูไม่เข้าไปขัด กูว่ามึงริดกระดุมเค้าหมดแถวแน่ไอ้คยู” ดีไม่ดี ฝีมือระดับมันอาจปลดเข็มขัด กำจัดเสื้อผ้าอีกฝ่ายหมดทั้งตัวโดยที่ลีซองมินไม่ทันได้คัดค้านเลยด้วยซ้ำ
“บอกแล้วไงว่ากูแค่แกล้งแหย่เล่น”
“จริง”
“เออ” คิบอมโอบไหล่เพื่อนรักเข้ามาใกล้ แกล้งซุบซิบประหนึ่งกำลังเอ่ยถึงความลับระดับชาติทั้งที่ไม่จำเป็นเลยสักนิด “ไอ้คนปากแข็ง อย่าให้รู้ทีหลังนะว่ามึงแอบเปลี่ยนชื่อลูกกูลับหลัง”
“ทำไมกูต้องทำแบบนั้น”
“กูก็พูดไว้ก่อน เผื่อวันหนึ่งข้างหน้ามึงอยากได้เด็กชื่อ คยูมิน ขึ้นมา”
“ปัญญาอ่อน”
“กูถามจริง ตาแป๋ว ปากอิ่ม แก้มแดง แถมยังทำตัวมีสาระขนาดนั้นไม่กระแทกใจบ้างเหรอวะ......” ถ้าคยูฮยอนมีรอยยิ้มกวนๆ หรือสีหน้าอื่นใดนอกจากความหนักแน่นจริงจัง คิบอมคงเดินหน้าหยอกล้อมันต่อ แต่เพราะริมฝีปากที่หุบสนิทและประกายตาวาววับที่มองสามคนข้างหน้าในยามที่ซองมินพาไปหยุดยืนอยู่หน้าร้านหนังสือร้านหนึ่งทำให้คิบอมต้องเก็บเสียงของตัวเองโดยไม่ต้องให้ใครเตือน
“มึงก็รู้ ในหัวกูตอนนี้.....มีแต่พี่จองซู........”
คิบอมหันมามองเจ้าของเสียงที่ยืนล้วงกระเป๋าอยู่ข้างๆ
มึงรู้เรื่องนี้มานานแค่ไหนแล้วคยูฮยอน
To be continue……………….. ^^