Sweet-Revenge

Sweet Revenge 22

posted on 07 May 2008 10:22 by kiraz  in Sweet-Revenge


 

 

เพียงห้าวันถัดจากนั้น




ข่าว...ก็ถูกปล่อยไปทุกช่องทางที่อำนาจของเอสเอ็ม เอ็นเตอร์เทนเม้นท์เอื้อมถึง หลังจากมีข่าวลับๆ ออกมาว่าเอสเจทั้งวงถูกพักงานไม่มีกำหนด เวบไซต์ของทางบริษัทคือต้นตอของข้อความที่ฉุดรั้งบรรดาแฟนคลับซุปเปอร์จูเนียร์ขึ้นมาสู่แสงสว่างอีกครั้ง




ซุปเปอร์จูเนียร์กำลังจะมีคอนเสิร์ต






ครั้งแรกของการแสดงเต็มรูปแบบบนเวทีกลางแจ้งในสวนสาธารณะชานเมือง ไม่มีการถ่ายทอดผ่านสื่อ ไม่มีการทำข่าว ทางเดียวที่จะสามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงครั้งนี้ได้คือการเดินเข้ามาร่วมงานโดยไม่ต้องเสียเงินแม้แต่วอนเดียว
แผนการโปรโมทและทุ่มทุนสร้างครั้งนี้มาจากความคิดของหัวหน้าวงปาร์คจองซู ที่เสนอทางออกให้กับท่านประธานด้วยตัวเอง คุณอีซูมานใช้เวลาพิจารณาและอนุมัติแผนนี้ตั้งแต่วันที่สองที่เกิดเรื่อง หากยังรั้งรอการประกาศข่าวเพื่อสร้างกระแสกดดันให้เกิดในกลุ่มแฟนคลับ และผลก็เป็นดังที่ตั้งใจ บรรดาแฟนคลับทั้งในเกาหลีและต่างประเทศต่างตกก็อยู่ในภาวะกระวนกระวาย ข่าวลือหลายสายถูกปล่อยไปตามอินเตอร์เน็ต เจ้าหน้าที่ของบริษัทได้รับการติดตามซักถาม หากคำตอบที่ได้รับกลับไม่กระจ่างแจ้ง กลุ่มลมพัดหมุนจึงค่อยๆ ก่อตัวขึ้นเงียบๆ....รอวันที่จะกลายเป็นพายุลูกใหญ่ ระเบิดพลังออกมาในครั้งเดียว




คยูฮยอนยืนอยู่ท่ามกลางความวุ่นวายของการเตรียมงานด้วยความโดดเดี่ยวอันโหดร้าย หลังจากอีทึกอธิบายเรื่องราวทั้งหมดกับสมาชิกที่เหลือของวง
ทุกอย่างก็เป็นไปตามที่ซองมินนึกกลัว บรรยากาศอึมครึมปกคลุมบ้านหลังเล็ก ความตึงเครียดแผ่ไปทุกซอกมุมของบ้าน ไม่เว้นแม้แต่ห้องทานข้าวที่เคยมีแต่ความสนุกสนานเฮฮา บัดนี้กลับมีแต่ความเงียบอาจจะมีการพูดคุยเล่นหัวกันบ้างแต่นั่นคือหลังจากที่น้องเล็กของบ้านลุกไปจากโต๊ะหรือออกไปจากบริเวณนั้นแล้ว





ความจริงที่เปิดเผยมีทั้งคนที่พอรับได้กับรับไม่ได้เลย ทงเฮ ฮยอกแจ ชินดง คังอิน คือกลุ่มหลัง เมื่อใดก็ตามที่คยูฮยอนผ่านเข้ามาใกล้โดยไม่ตั้งใจ ไม่ว่าจะทำอะไรอยู่ก็ตามทุกอย่างจะถูกหยุดโดยอัตโนมัติ

ทงเฮจะลุกหนีออกไปจากตรงนั้น และแน่นอนว่าคนที่เหลือก็จะพร้อมใจกันทำเป็นมองไม่เห็นน้องสิบสามได้อย่างแนบเนียนที่สุด




คยูฮยอนรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงนี้ตั้งแต่วินาทีแรกที่หัวหน้าวงเล่าทุกอย่างให้สมาชิกที่เหลือฟัง สายตาและความรู้สึกบนใบหน้าแต่ละคนมันเปลี่ยนไป จากความรักใคร่เอ็นดูก็ถูกความหมางเมิน เย็นชากลบทับ ถ้อยคำประชดประชันเสียดสีของฮยอกแจและคังอินทำให้สันดานดิบในตัวเด็กหนุ่มแล่นพล่านหลายครั้ง หากสิ่งเดียวที่หยุดความชั่วร้ายในใจเขาได้คือ ดวงตากลมโตที่ปลายมองมา... .เพียงแวบเดียว เพียงแค่นั้นจริงๆ ที่ทำให้คยูฮยอนหักใจจากความคิดฝ่ายต่ำแล้วสวมหน้ากากของความอดทน ยอมอยู่ภายใต้ภาวะกดดันโดยไม่ปริปากบ่น





เด็กหนุ่มมีเวลาหายใจสะดวกคือช่วงที่มีการซ้อม ไม่ว่าจะเป็นการร้อง การเต้น การแสดง สมาชิกทุกคนจะทุ่มเทให้กับการซักซ้อม พร้อมใจกันปล่อยวางทุกความรู้สึกเอาไว้ชั่วคราว และเมื่อกำหนดการของงานคอนเสิร์ตจะมีขึ้นในไม่กี่วันนี้ ตารางซ้อมแบบเร่งรัดจึงถูกกำหนดขึ้น โชคดีอย่างหนึ่งของการถูกบอยคอตจากแต่ละช่องสถานีคือ เอสเจทุกคนมีเวลาซ้อมตั้งแต่ฟ้าสางจนดึก ได้ทานข้าว และนอนหลับพักผ่อนตามความต้องการของร่างกาย เพียงแค่ห้าวัน...ทุกอย่างก็พร้อม




”รู้สึกเหมือนนานแล้วเลยที่ไม่ได้กินกับข้าวฝีมือซองมินน่ะ”
ทงเฮเปรยขึ้นพลางเคาะช้อนๆ กับตะเกียบดังแกร๊งๆ ข้างตัวเป็นชินดงกับฮยอกแจที่เอาแต่ยืดคอมองรายการกับข้าวที่ซองมินกับรยออุคกำลังลำเลียงมาวางบนโต๊ะกลาง พ่อครัวตัวกลมอมยิ้มแก้มป่อง สาธยายแรงบันดาลใจในการปลุกปั้นมื้อใหญ่ของวันด้วยน้ำเสียงแช่มชื่น


“พอดีรยออุคมาชวนทำน่ะ อีกอย่างพรุ่งนี้ก็เป็นวันสำคัญของพวกเรา ฉันก็อยากจะทำอะไรให้มันพิเศษบ้าง เผื่อมันจะช่วยให้ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี”


“มันต้องดีอยู่แล้ว เพื่อนของพวกเราไม่มีทางทำให้พวกเราผิดหวังหรอก” คำพูดสวยหรูเช่นนี้ คุณชายเชวซีวอนมีให้เพื่อนในบ้านไม่ได้ขาด ซองมินยิ้มบาง หันไปเห็นพี่ชายคนโตของบ้านเดินเข้ามาพร้อมร่างโปร่งบางของพี่ชายคนรองแล้วก็ร้องเรียกเสียงอ่อน


“ได้เวลาพอดีเลยครับ เรียบร้อยทั้งของคาวของหวานเลย”


“ถึงว่าพี่อยู่บนห้องต้องลุกๆ นั่งๆ อยู่ไม่เป็นสุข ร้อนอาสน์ถึงขั้นต้องลงมาตรวจดู ที่แท้ก็มีของอร่อยรออยู่นี่เอง” พี่ชายอารมณ์ดีบอกผ่านรอยยิ้มกว้าง เขานั่งลงข้างๆ ซีวอนหันหน้าออกไปทางประตู แล้วอีทึกก็เป็นคนแรกที่เห็นกรอบเงาร่างสูงที่เดินเข้ามาพร้อมกับเยซอง


“จองอุน คยูฮยอน รีบมานั่งเร็ว ช้าหมดอดของอร่อยนะ”




หัวหน้าวงตะโกนบอกอย่างร่าเริง หากความร่าเริงของปาร์คจองซูไม่ได้เผื่อแผ่ไปถึงทุกคนด้วย

พอคยูฮยอนเดินล่วงเข้ามาในห้อง ทงเฮกับชินดงก็ลุกขึ้นทันที ฮยอกแจวางตะเกียบที่ถือไว้ ถามเสียงดัง



“จะไปไหนกันวะ”


“กลับห้อง”



“อ่าว แล้วไม่กินข้าวก่อนหรอ”



“กินไม่ลง”
เจ้าไก่ใช้ลิ้นดันแก้ม พลางหรี่ตามองใบหน้าหล่อจัดของผู้มาใหม่ ก่อนจะยักไหล่ “งั้นไปด้วย เริ่มจะกินไม่ลงเหมือนกัน” ทงเฮยังมีใจยืนรอให้ฮยอกแจตามไปแต่ชินดงนั้นเดินลิ่วๆ สวนทางคยูฮยอนกับจองอุนขึ้นไปก่อนแล้ว โจคยูฮยอนเม้มปากนิดๆ มองสีหน้าลำบากใจของคนที่เหลือแล้วก็ตั้งท่าจะกลับหลังหัน เดินออกไปอีกคน หากคิมจองอุนคว้าไหล่น้องเล็กลากให้มานั่งข้างกันเหมือนไม่รู้สึกถึงเมฆหมอกของความอึมครึมที่ปกคลุมห้องอาหาร




“คืนนี้อย่ามัวแต่นั่งเล่นเกมส์นะคยูฮยอน นอนแต่หัวค่ำ ถนอมเสียงไว้ พรุ่งนี้แล้วนะ.....”




พรุ่งนี้ที่จะพิสูจน์ให้ – ใครบางคน – ตระหนักว่า สำหรับซุปเปอร์จูเนียร์แล้ว แม้จะถูกจำกัดให้อยู่ในที่มืดและคับแคบเพียงใด พวกเขาจะมองหาหนทางแห่งแสงสว่างได้เสมอ





“นี่นายยังติดเกมอยู่หรือคยูฮยอน”


“ยิ่งกว่าติดอีกครับพี่ เกือบเช้าทุกคืน” คนตอบคำถามไม่ใช่เจ้าตัวเพราะคยูฮยอนเอาแต่นั่งมองของกินบนโต๊ะ เยซองที่เป็นรูมเมทชั่วคราวเลยตอบให้เสร็จสรรพ ชายหนุ่มเป็นเพียงหนึ่งในไม่กี่คนของบ้านนี้ที่ยังรักษาระดับความสนิทสนมและสัมพันธภาพระหว่างตนเองกับน้องสิบสามไว้เท่าเดิม จองซูไม่นึกชอบใจกับคำตอบนัก ชายหนุ่มส่ายหน้าไปมา


“นายน่าจะดูแลตัวเองให้ดีกว่านี้”


“แล้วเอาเวลาที่ไหนไปพักผ่อน นายได้หลับบ้างไหมเนี่ย” รยออุคอดใจไม่ได้ ต้องถามด้วยความเป็นห่วง ปกติคยูฮยอนเป็นคนพูดน้อย มีโลกส่วนตัวสูงแล้วก็เข้าถึงยากอยู่แล้ว พอมาเจอเรื่องของบิดากระทบใจเข้าไป เด็กหนุ่มยิ่งเงียบขรึมลงกว่าเดิมหลายเท่า พูดเท่าที่จำเป็นต้องพูดซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องงาน ใบหน้าขาวจัดของคนเป็นน้องเคร่งขรึม ไม่มีวี่แววของคยูฮยอนคนที่เคยยิ้มอ่อนๆ ว่านอนสอนง่าย ไม่มีน้องเล็กคนที่พวกเขาคุ้นตาอีกต่อไป



“คยูฮยอน ถามว่าได้หลับบ้างไหม”




มือบางวางแปะลงบนไหล่กว้าง ขณะที่ปากถามรยออุคก็อดไม่ได้ที่จะชำเลืองมองร่างขาวนวลที่กำลังสำรวจตู้เย็นไม่สนใจใคร รยออุคมองเพราะเห็นว่าคยูฮยอนเอาแต่เหม่อมองไปทางนั้นแล้วไม่สนใจตอบคำถาม
ตน พอถูกสะกิดเด็กหนุ่มก็ถอนใจยาว พึมพำตอบเสียงเรียบ


“หลับครับ หลับตามปกติ”



โกหก ซองมินรู้ดีว่าคนพูดกำลังโกหก
แม้ท่าทางภายนอกเหมือนจะไม่สนใจ ไม่มอง ไม่แลแม้หางตา แต่ซองมินรู้ดีว่าแทบทุกระบบในร่างกายมันคอยแต่จะตอบสนองกับภาพและเสียงของเด็กคนนั้ ซองมินบอกตัวเองว่าซองมินจะไม่สนใจ แต่ซองมินกลับรู้ทุกความเป็นไปของอีกฝ่าย คยูฮยอนแทบไม่หลับไม่นอน ตกกลางคืนหลังจากเล่นเกมจนดึกดื่นแล้ว คยูฮยอนมักจะเดินลงไปนั่งเล่นในสวน นั่งสูบบุหรี่อยู่ตรงชิงช้าจนเกือบเช้า ถึงจะยอมกลับขึ้นห้อง และนั่นก็เป็นเวลานอนของซองมินเช่นกัน




กระต่ายน้อยเคยกร่นด่าตัวเองด้วยความแค้นเคืองว่าโง่เง่า เจ็บแล้วไม่ยอมจำ จำได้ดีทุกบททุกตอนว่าตัวเองถูกผู้ชายคนนั้นหลอกลวงด้วยคำพูดและการกระทำอย่างเลือดเย็นเพียงใด หากพอมีเวลาให้ตัวเองผิดหวังเสียใจได้ไม่นาน ไอ้หัวใจบ้าๆ มันก็คอยแต่จะเดินออกไปนอกทางที่สมองกำหนด
เวลาใดที่สมองว่างเปล่า ความคิดทั้งหมดทั้งปวงมันคอยแต่จะเวียนวนอยู่กับเรื่องโจคยูฮยอน โจคยูฮยอน แล้วก็โจคยูฮยอนเท่านั้น อีซองมิน ทำไมนายมันโง่ โง่หาที่สิ้นสุดไม่ได้แบบนี้นะ !


ความคิดอันดื้อดึงของหัวใจทำให้ซองมินโกรธตัวเองอยู่เสมอ และคนตัวเล็กก็ระบายมันออกด้วยการยิ่งมองข้ามโจคยูฮยอน ยิ่งใจมันคิดถึงมากเท่าไหร่ ซองมินยิ่งบังคับให้ตัวถอยออกห่างมากเท่านั้น


“ซองมิน จะไปไหน”


“อาบน้ำครับ ผมรู้สึกไม่ค่อยสบายตัว มันเหนียวๆ”


“ไม่ทานข้าวก่อนล่ะ วันนี้อากาศออกจะหนาว ทำไมรีบอาบน้ำ”


“พี่อีทึกพาคนอื่นๆ ทานเลยเถอะครับ เดี๋ยวผมลงมาทานกับพวกทงเฮก็ได้” เมื่อไม่อยากสาธยายให้ทุกคนจับได้ว่ากำลังโกหก ซองมินจึงรวบรัดตัดความ ปลีกตัวเองออกมาจากห้องครัวโดยไม่ยอมหันไปมองดวงตาคมกริบที่จับจ้องมาแม้แต่หางตา






ดึกแล้ว



ซองมินรู้ดีว่าภายใต้ความเงียบสงัดของบ้านในตอนนี้ มีเสียงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะหนักหน่วงด้วยความกังวลที่อัดแน่นในอกของสมาชิกในบ้าน... แม้กระทั่งในยามหลับใหล ใจก็ใช่ว่าจะสงบ และสำหรับบางคนเช่นซองมินที่ความง่วงไม่อาจจะเอาชนะความกังวลในอกได้ก็ต้องยอมแพ้ลุกจากเตียงออกมาเดินเล่น ร่างขาวจัดทอดฝีเท้าผ่านห้องต่างๆ ของบ้านลงมายังชั้นล่าง อยากจะออกไปข้างนอกแต่ก็ไม่กล้า ซองมินไม่มั่นใจว่าถ้าเกิดมีใครอีกคนนอนไม่หลับเหมือนกันแล้วออกไปนั่งตรงที่ประจำของเขา ซองมินจะพร้อมกับการเผชิญหน้าเพียงลำพังหรือเปล่า เจ้าของใบหน้าสวยเปลี่ยนทิศไปยังห้องนั่งเล่น ทิ้งตัวลงนอนบนพรมหน้าทีวี


ความสลัวของยามค่ำคืนบดบังทัศนะวิสัยให้ผิดเพี้ยนจากยามที่แสงอาทิตย์สาดส่อง กอปรกับซองมินไม่ได้ฉุกคิดด้วยว่าจะมีใครอื่นเลือกห้องนั่งเล่นเป็นมุมสงบใจเหมือนกันกับเขา




ดังนั้น เมื่อมีเสียงความเคลื่อนไหวมาจากโซฟาตัวยาว คนที่เพิ่งล้มตัวลงนอนก็กระเด้งตัวลุกขึ้นนั่งตัวตรงทันที ไม่ต้องเสียเวลาเพ่งมอง แค่เห็นกรอบเงาร่างสูงที่ลุกขึ้นนั่งช้าๆ ซองมินก็ถอยกรูดไปติดทีวีจอใหญ่โดยไม่ต้องให้ใครเตือน เมื่อหาลมหายใจตัวเองเจอร่างเล็กก็ลุกพรวดขึ้นยืน ผละออกมาราวกับรังเกียจอ๊อกซิเจนในห้องนั้นขึ้นมากะทันหัน



แต่ซองมินไม่เร็วไปกว่าคยูฮยอน





เจ้าของร่างสูงพาตัวเองก้าวเข้าดักหน้าจนซองมินเหยียบเบรกแทบไม่ทัน ใบหน้าเล็กเงยขวับ ยังมีร่องรอยของความตระหนกในหน่วยตาคู่สวย และในระยะห่างเพียงแต่ลมหายใจกั้นระหว่างกันเช่นนี้ ความมืดของราตรีก็ไม่อาจซ่อนทุกความรู้สึกเหล่านั้นได้ คยูฮยอนเห็นความตระหนัก ความหวาดหวั่นในดวงตากลมโต ซองมินเองก็มองเห็นความเจ็บปวดในหน่วยตาคมเช่นกัน และสิ่งที่ทั้งสองเห็นต้องกันราวกับนัยน์ตาของคนตรงหน้าคือกระจกคือ...ทั้งซองมินและคยูฮยอนต่างเห็นความรู้สึกลึกๆ ในใจของกันและกัน





เพียงแต่เสี้ยววินาที ก่อนที่อีซองมินจะเป็นฝ่ายหรุบตาลงต่ำ




แต่มันก็เป็นเสี้ยววินาทีที่ทำให้โจคยูฮยอนกล้าที่จะดึงเอาคนตัวเล็กกว่าเข้ามากอด คยูฮยอนกอดซองมินเต็มอ้อมแขน มือข้างหนึ่งของเขาสอดผ่านท้ายทอยเล็ก กดให้ใบหน้าสวยของคนเป็นพี่ซุกซบอยู่กับซอกไหล่ แขนข้างหนึ่งเขาโอบเอาร่างเล็กเข้ามาแนบชิด กดแผ่นหลังบางให้ซองมินแนบร่างเข้าหาอกกว้าง แม้แต่มวลอากาศคยูฮยอนก็ไม่อนุญาตให้มันลอดผ่านระหว่างพวกเขาได้




ซองมินพูดไม่ออก มือไม้อ่อนแรงเพราะเอาพลังทั้งหมดไปสิ้นเปลืองกับจังหวะการเต้นของหัวใจ อีกแล้ว นานเท่าไหร่ก็ไม่เปลี่ยน
ขณะที่หัวใจของซองมินเต้นระทึกจนแทบจะกระเด็นออกมานอกอก แต่หัวใจของคยูฮยอนกลับยังรักษาจังหวะช้า หนัก เอาไว้ได้ราวกับไม่รู้สึกรู้สากับความใกล้ชิดระหว่างเขาสองคน กระต่ายตัวกลมปิดตาลงอย่างอ่อนล้า....แต่ซองมินก็โกหกตัวเองไม่ได้ ซองมินชอบฟังจังหวะแบบนี้ ชอบเหมือนที่ชอบเสียงร้องเพลงของคนคนเดียวกัน


มือบางยกขึ้นเกาะเกี่ยวไว้กับไหล่กว้าง ปลายนิ้วเรียวจิกขยุ้มเนื้อผ้านุ่มสีเข้มและเลยกดไปถึงผิวเนื้ออุ่นที่อยู่ใต้ชุดนอน คยูฮยอนอาจจะเหลือรอยช้ำไว้ตรงเนินไหล่ในวันรุ่งขึ้น แต่ซองมินก็ไม่สนใจ ซองมินอยากจะทำอะไรก็ได้ให้กระแสอารมณ์ที่กำลังหลั่งทะลักล้นออกมาจากอกมันไหลย้อนกลับคืนเข้าไปก่อนที่มันจะอวดทุกความรู้สึกให้คยูฮยอนรู้จนหมดสิ้น ร่างเล็กกดริมฝีปากกับร่างกายคนที่รัดเขาไว้ ยอมยืนอย่างสงบอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะเอ่ยผะแผ่ว





“….กอด....ทำไม”





“...................”





“โจคยูฮยอน นายมากอดฉันไว้ทำไม”
เจ้าของชื่อที่สะกดใจซองมินอย่างที่สุดถอนใจเบาๆ คยูฮยอนซบหน้ากับกลุ่มผมสีดำสนิท อ้อมแขนที่รัดรึงยิ่งแนบแน่น





“ฉันไม่ได้อยากกอดนาย อีซองมิน แต่ฉันห้ามตัวเองไม่ได้”





“ถ้าอย่างนั้นก็ปล่อยสิ สั่งตัวนายให้ปล่อยฉันเสียเดี๋ยวนี้”
จูบแผ่วๆ ข้างขมับเป็นคำตอบที่ซองมินไม่อยากได้สักนิด เจ้าตัวเอียงหน้าหลบแต่ปลอกเหล็กที่ทั้งรัดและตรึงร่างกายเขาไว้ มันไม่อนุญาตให้ทำแบบนั้น



“ฉันทำไม่ได้ บอกแล้วไม่ใช่หรือว่าฉันห้ามตัวเองไม่ได้ ร่างกายมันไม่ยอมทำตามคำสั่งของสมอง นายจะให้ฉันทำยังไงในเมื่อใจฉันมันอยากกอดนายเอาไว้แบบนี้”




“คนเห็นแก่ตัว”




“ถูกแล้วอีซองมิน นั่นแหละฉัน เห็นแก่ความต้องการของตัวเองเป็นใหญ่ แม้แต่เรื่องความรักของเรา ฉันก็ยังเห็นแก่ตัวได้มากกว่าใคร”



“ก็ไปเห็นแก่ตัวที่อื่น อย่ามายุ่งกับฉัน” คนเลว พูดเอาแต่ได้ ไม่คิดถึงความรู้สึกของคนอื่น นายจะรู้บ้างไหมว่ายิ่งนายทำแบบนี้ ยิ่งนายทำเฉย ตีหน้าซื่อ พูดทุกอย่างราวกับเราสองคนเป็นคนรักกัน ใจฉันมันยิ่งเจ็บ มันเจ็บเพราะก้อนเนื้อตรงอกซ้ายมันเต้นโลดรุนแรงด้วยความปรีดา และในเวลาเดียวกัน...มันก็เจ็บเหมือนมีมือมืดดำมาบีบขย้ำด้วยหวังจะให้ฉันตายลงตรงนี้ด้วย หลอกกัน ทำร้ายกัน ไม่ใยดีฉันถึงขั้นกล้าทำลายสิ่งที่ฉันรัก นายยังกล้ามาพูดคำว่ารักกับฉันอีกหรือ




ฉันจะทำยังไงให้ตัวเองเกลียดนายได้นะคยูฮยอน
เกลียดโดยไม่ต้องมีความรู้สึกอื่น ไม่ต้องมีห่วง ไม่ต้องสงสาร ไม่อาวรณ์ และไม่รัก




“นายต้องการอะไร”





“ฉันไม่ต้องการอะไร”



“ถ้าอย่างนั้นนายก็ควรขึ้นไปพักผ่อน งานวันพรุ่งนี้สำคัญกับพวกเรามาก ถึงมันอาจจะดูไร้ความหมายในสายตาและความคิดของนาย แต่ก็รบกวนให้ความร่วมมือหน่อยก็แล้วกัน แฟนคลับนายจำนวนไม่น้อยที่เค้าตั้งใจอยากจะมาเจอหน้า มาฟังนายร้องเพลงให้ฟัง นายไม่ควรตอบแทนความรักของพวกเค้าด้วยความผิดหวัง” คยูฮยอนไล้ฝ่ามือกับหัวไหล่มนและหยุดมันลงที่ผิวแก้มนุ่ม ร่างสูงผละออกห่างพอให้ดวงตาได้เก็บภาพตรงหน้าชัดๆ ซองมินกลั้นลมหายใจเมื่อใบหน้าหล่อจัดค่อยโน้มลงมาหา หากคยูฮยอนก็ทำเพียงแค่แตะริมฝีปากอุ่นจัดลงกับกลีบปากบางและหยุดไว้เพียงเท่านั้น กลิ่นบุหรี่ฉุนจัดกรุ่นมากับลมหายใจร้อนผ่าว ซองมินยิ่งรู้สึกเรี่ยวแรงถูกสูบจนแห้งเหือด




“อีซองมิน”
เสียงทุ้มยังคงไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ หากซองมินยังรู้สึกถึงความรวดร้าวในกระแสทุ้มต่ำนั้น




“วันพรุ่งนี้ จะไม่มี ‘เรา’ จริงหรือ”




ซองมินไม่กล้าสบตาคยูฮยอน ไม่กล้าให้สำเนียงใดหลุดไปจากริมฝีปาก ซองมินกลัวว่ามันจะไม่ดังเท่าเสียงของอีกตัวตนที่กำลังร่ำร้องในหัวใจ สิ่งที่คยูฮยอนได้รับเป็นคำตอบจึงเป็นแรงดันจากมือบาง และการถูกทิ้งให้อยู่อย่างโดดเดี่ยว....อีกครั้ง


 

 

 

 

 

 

ทุกอย่างรอบตัวตกอยู่ในความวุ่นวาย



ตั้งแต่ลืมตาตื่นก็ได้ยินเสียงผู้จัดการไล่ปลุกไปตามแต่ละห้อง เสียงตะโกนโหวกเหวกโวยวาย เสียงทะเลาะทุ่มเถียงกันแย่งห้องน้ำ เสียงพูด คุย เสียงฝีเท้า มีความเคลื่อนไหวทุกทิศรอบตัว แต่ทำไม...คยูฮยอนถึงรู้สึกว่าเขากำลังยืนอยู่เพียงลำพัง




ขณะที่คนอื่นๆ เต็มไปด้วยสีสันของความมีชีวิตชีวา สดใส มีพลัง ทำไมถึงมีแต่เขาที่รู้สึกว่าตัวเองกำลังยืนอยู่บนพื้นที่สีเทาอันหมองหม่นเพียงคนเดียว ทั้งที่วันนี้จะเป็นวันที่พวกเขาได้แสดงพลังตอบโต้อำนาจมืดของผู้ชายคนนั้น คยูฮยอนมองเห็นชัยชนะอันยิ่งใหญ่ที่รออยู่ท่ามกลางพลังคลื่นสีฟ้าของแซฟไฟร์บลู สิ่งที่จะยืนยันให้โลกได้เห็นว่าไม่ว่าเมื่อใดก็ตามซุปเอร์จูเนียร์จะมีความรักของคนกลุ่มนั้นโอบอุ้มอยู่เสมอ ฝ่ายตรงข้ามจะต้องกระอักเมื่อเห็นการตอบโต้ที่จะพลิกให้เอสเจโดดขึ้นมาอยู่แถวหน้าของวงการเพลงด้วยปรากฏการณ์การจัดคอนเสิร์ตที่ไม่เหมือนใคร ผลที่คาดหวังไว้ล้วนแต่เป็นไปในทางที่ดี แต่ทำไมคยูฮยอนถึงไม่นึกตื่นเต้นยินดีเลย ความรู้สึกกระหายใจชัยชนะมันไปซุกหัวอยู่ทางไหนหมด






ชายหนุ่มไม่รู้ตัวว่าระหว่างที่ทุกคนวุ่นวายกับการเตรียมความพร้อมของการโชว์ ตัวเองนั้นได้เดินลงจากรถตู้แล้วหายไปจากหลังเวทีใหญ่อย่างไร้ร่องรอย ลมหายใจของเขาแผ่วหวิว อุณหภูมิร่างกายสูงกว่าปกติ หัวใจเต้นอย่างอ่อนล้าจนชายหนุ่มไม่กล้าที่จะใช้มันอย่างสิ้นเปลืองดังทุกที ขายาวพาตัวเองผ่านสวนกว้างอย่างไร้จุดหมาย รอบตัวเขาเต็มไปด้วยกิ่งก้านของไม้ยืนต้นที่ปลิดใบจนหมดสิ้น โครงไม้สีดำตระหง่านท้าลมพายุในฤดูหนาวอย่างโดดเดี่ยวหากกลับมั่นคงจนคยูฮยอนนึกอิจฉา




เขาเคยเป็นแบบนั้น เคยเข้มแข็งจนเกือบจะไร้หัวใจ ไม่ว่าความหนาวเหน็บของหิมะฤดูหนาว ความร้อนระอุจากลมฤดูร้อน แม้กระทั่งความเหงาในยามที่ใบไม้เริ่มร่วงจากต้น เวลาที่เมืองทั้งเมืองถูกย้อมให้เป็นสีน้ำตาลอมส้ม ก็ไม่เคยทำให้คนอย่างโจคยูฮยอนสะทกสะท้าน ก่อนที่ผู้หญิงที่เขารักที่สุดจะจากไป คยูฮยอนมีชีวิตเพื่อเธอคนนั้น ผู้หญิงที่ไม่ว่าจะฤดูกาลไหนก็ไม่เคยทำให้ลูกชายอย่างเขารู้สึกถึงการขาดหาย
แม่ที่เข้มแข็งยิ่งกว่าใครในโลก




เขาอยู่ที่นั่นวันนั้น วันที่แม่จากไปตลอดกาล แม้แต่ในห้วงสุดท้ายของลมหายใจ แม้จะถูกทิ้งให้ทรมานเพราะความเจ็บป่วยมานานนับปีแต่แม่ก็ไม่เคยเกลียดผู้ชายคนนั้นได้ลง แต่ไม่ใช่กับเขา นับตั้งแต่วันที่ลมหายใจของผู้เป็นแม่หยุดลง คยูฮยอนสาบานไว้แล้วว่าจะต้องทำให้ผู้ชายคนนั้นรู้รสของการสูญเสียบ้าง ค่าตอบแทนที่พรากแม่มาจากสิ่งที่รัก กักขังไว้ด้วยคำว่าภรรยาและหน้าที่ ละทิ้งที่จะดูแลเอาใจใส่

คยูฮยอนจะตอบแทนผู้ชายเลือดเย็นคนนั้นด้วยสิ่งที่โจยองฮวา เกลียดที่สุด ดูถูกอย่างที่สุด





ไบรอันคือเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวที่คยูฮยอนไว้ใจ โจมินคยูตอบรับทุกอย่างที่เขาขอ คอยช่วยเหลือในบางเรื่องที่คยูฮยอนไม่สามารถลงมือทำเองได้ เพื่อนรักของเขากว้างขวางในวงการสื่อเหมือนที่คยูฮยอนเองก็คุ้นเคยกับโลกมืดใต้ดินพอประมาณ การเริ่มต้นชีวิตนักร้องของเขาไม่ใช่เรื่องง่ายเสียทีเดียว แผนของเขาผิดเพี้ยนไปตั้งแต่เขาถูกจับมารวมกับวงบอยแบนด์ที่มีสมาชิกมากที่สุดในโลกแทนที่จะได้เดบิ้วด์เป็นศิลปินเดี่ยวดังที่หวัง ขณะที่อยู่บนเวทีเขาต้องถีบตัวเองให้โดดเด่น...มากพอที่จะทำให้ภาพที่ฉายออกไปมันเป็นหนามตำใจใครบางคนได้ และในอีกด้านหนึ่ง



เขาก็ถูกรังควานจากโลกมืด ภาพข่าวฉาวที่ปาปารัซซี่ชอบนักหนาถูกเสนอมาต่อรอง คยูฮยอนทำทุกอย่างเพื่อเก็บทุกจุดอ่อนของตัวเอง โลกมืดสอนเรื่องเลวร้ายให้เขาแต่มันก็สอนให้เขาเอาตัวรอดอย่างเลือดเย็นด้วยเช่นกัน ก่อนจะถึงวันที่ชื่อเสียงของเขาโด่งดัง ไม่ว่าอะไรก็มาหยุดเขาไม่ได้




ความพยายามของคยูฮยอนสัมฤทธิ์ผลเมื่อยูนิตพิเศษของเขาและซองมินโด่งดังไปทั่วทั้งเกาะเกาหลีและเอเชีย คยูฮยอนลำพองใจกับความสามารถของตน มันไม่ใช่โชค ไม่ใช่ความบังเอิญหากมันคือความตั้งใจ การกำจัดรยออุคออกจากยูนิตในเวลาที่กระชั้นชิดทำให้ลำบากที่จะหาคนมาแทน คยูฮยอนจะกำจัดอีกคนไปด้วยก็ไม่ใช่เรื่องยาก ถ้าไม่มีอีซองมิน แน่นอนว่าเขามีสิทธิ์จะได้เป็นศิลปินเดี่ยวดังที่ตั้งใจ แต่เขาก็ไม่ได้ทำ ตอนนั้นคยูฮยอนบอกตัวเองว่าอีซองมินอาจจะมีประโยชน์ในวันข้างหน้า





ทุกอย่างเป็นไปตามที่เขาคาดการณ์ไว้


ทั้งรูปถ่าย ข่าวจริงและข่าวลือ ล้วนแต่เป็นสิ่งที่เขาจงใจปล่อยออกไปเพื่อท้าทายและทำลายเครดิตของโจยองฮวาทั้งสิ้น จนได้รู้ว่าผู้ชายเลือดเย็นคนนั้นเกือบจะล้มเพราะบรรดาพวกหุ้นส่วนหัวโบราณคร่ำครึในบริษัทแล้วเขายิ่งสะใจ สุดท้ายการตอบโต้ด้วยการวางยาสมาชิกในวงทำให้คยูฮยอนตัดสินใจระเบิดเขื่อน ปล่อยกระแสน้ำเชี่ยวกรากเข้าซัดทำลายโจยองฮวาแบบไม่ต้องคิดซ้ำสอง





ข่าวความสัมพันธ์ของเขากับอีซองมิน





อีซองมิน คือ ดาบสองคม คยูฮยอนตระหนักดีนับตั้งแต่วันที่เขาเผลอให้ความห่วงใยมันอยู่เหนือหลักการของสมองแล้ว คยูฮยอนรู้ดีว่าหากยังปล่อยให้ใจตัวเองเป็นใหญ่แบบนี้ ดาบคมหนึ่งของซองมินจะบาดเนื้อเขาเข้าสักวัน แต่ชายหนุ่มก็ยังปลอบใจตัวเองว่าเขาอาจจะได้ใช้อีกคมของดาบฟาดฟันศัตรูได้ ทุกอย่างมันเป็นไปดังที่หวังและตั้งใจ เขาชนะ....และก็แพ้อย่างหมดท่าเช่นกัน




มันเป็นความผิดพลาดนับตั้งแต่การได้รับเลือกมาอยู่ซุปเปอร์จูเนียร์ ความรักความผูกพันที่ไม่เคยมีผลกับความโกรธแค้นในใจเขา มันเริ่มซึมเข้าไปในความรู้สึกช้าๆ วันละเล็ก วันละน้อย ความใกล้ชิดทำให้คยูฮยอนเผลอรับเอาเรื่องราวมากมายเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำ ทั้งดีทั้งร้าย นานวันเข้าความผูกพันเหล่านั้นมันยิ่งทำให้ความตั้งใจของเขาสั่นคลอน หากแรงแค้นแต่หนหลังมันยังรุนแรงนัก คยูฮยอนดื้อไม่ฟังเสียงใจส่วนดี เดินหน้าทำทุกอย่างตามความตั้งใจเดิมจนบรรลุผล





เขาไม่เสียใจเลยที่ได้เอาคืนคนที่ได้ชื่อว่าเป็นพ่อ ความผูกพันระหว่างคยูฮยอนกับผู้ชายคนนั้นมันเบาบางนัก หากสิ่งที่ทำให้เขาสูดลมหายใจได้ไม่เต็มอกอยู่ตอนนี้ คือ เพื่อนทุกคน เพื่อนที่ถูกเขาหลอกใช้เป็นเครื่องมืออย่างเลือดเย็นที่สุด คนกลุ่มหนึ่งที่บุกรุกมาเป็นส่วนสำคัญของชีวิตเขาโดยที่ชายหนุ่มไม่ทันได้รู้ตัว และกว่าจะตระหนักถึงสิ่งสำคัญนั้น เขาก็สูญเสียมันไปแล้ว




ทั้งเพื่อน ทั้งคนที่รัก เหลือเพียงแค่เงาในอดีต...เท่านั้น









“ โจคยูฮยอน ! “


เหมือนใครบางคนเรียกเขาจากที่ไกลๆ คยูฮยอนใช้สายตาเลื่อนลอยมองไปโดยไม่รู้ทิศ สุดท้ายเขาก็เห็นร่างเล็กของใครบางคนวิ่งเร็วๆ เข้ามาหยุดตรงหน้า หิมะเริ่มโปรยปราย ลมหายใจที่พ่นออกมาจากปากสีแดงสดกลายเป็นควันขาวขุ่น คยูฮยอนยังไม่ทันได้ขยับตัว อีทงเฮก็กระชากคอเสื้อเขาติดมือไปอย่างแรง



“ไอ้เด็กโง่! ไอ้....ไอ้คนไร้ความคิด! นายมาทำเหี้ยอะไรตรงนี้วะ”


“ทงเฮ”



“เออ ก็ฉันน่ะสิ เสียสติไปแล้วหรือไง จำได้หรือเปล่าว่าวันนี้พวกเรามาทำอะไรที่นี่ มานั่งตากหิมะอยู่ได้ ฉัน...ฉันอยากจะฆ่านายนัก” อีทงเฮที่ไม่ยอมพูดด้วย ไม่ยอมมองหน้าคยูฮยอนมาตลอดสองอาทิตย์กำลังยืนหอบเพราะความเหนื่อย คยูฮยอนนึกสงสัยว่าความเหนื่อยของทงเฮมันมาจากการวิ่งตามหาเขาอย่างนั้นหรือ ทงเฮที่โกรธเขายิ่งกว่าคนอื่นๆ นะหรือ จะทำแบบนั้น



“ทงเฮโกรธทำไม”




“โกรธทำไม นี่นายกล้าถามฉันแบบนี้เรอะ ไอ้น้องเฮงซวย! ไอ้เด็กเวร!”




“ทงเฮ” ดูเหมือนเสียงของทงเฮจะกลายเป็นสัญญาณของคนที่สามที่สี่ให้รู้ตำแหน่งของพวกเขา คยูฮยอนเห็นฮยอกแจกับเยซองวิ่งหน้าเครียดมาแต่ไกล และก่อนที่ทงเฮจะลงมือฆ่าหักคอน้องเล็กจริงๆ ฮยอกแจก็ถลาเข้ามาลากคยูฮยอนให้วิ่งตามไปโดยไม่เสียเวลาหยุดสักวินาที



“อีฮยอกแจ ฉันยังสั่งสอนมันไม่จบนะเว้ย”



“ไปหลังเวทีก่อน จะไม่ทันแล้ว”




“นายก็ไปได้แล้วทงเฮ เดี๋ยวจะเป็นหวัด”


คยูฮยอนถูกลากให้กลับเข้ามาในห้องพักชั่วคราวแบบไม่มีโอกาสได้พูดอะไรสักคำ ทันทีที่ฮยอกแจเปิดประตูเข้าไปไออุ่นจากเครื่องทำความร้อนด้านในก็กรูมาโอบล้อมตัวเขา ร่างสูงโปร่งถูกผลักให้เข้าไปนั่งเก้าอี้ตัวหนึ่งแล้วผ้านวมผืนหนาก็วางโปะลงบนไหล่ คยูฮยอนเงยหน้ามองร่างอ้วนกลมของชินดงฮี แล้วก็เพิ่งรู้ตัวว่าเขากำลังสั่นจนต้องกอดตัวเองไว้แน่น




“ตามหมอดีไหมครับพี่จองซู”
อีทึกเป็นอีกคนที่อยู่ในห้องนั้น หัวหน้าวงลูบหน้าลูบตาน้องเล็กแล้วก็ส่ายหน้า “อย่าเลย เดี๋ยวจะเป็นเรื่องใหญ่ นายโอเคไหมคยูฮยอน”



“เกิดอะไรขึ้นครับ”





“ฉันก็อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จู่ๆ นายก็หายหัวไปไม่บอกไม่กล่าว โทรศัพท์ก็ไม่เอาไปด้วย เดือดร้อนต้องวิ่งออกไปตามหากัน ขอคำตอบที่มันเข้าท่าด้วยนะโจคยูฮยอน ไม่งั้นนายเจ็บตัวแน่”



“ไม่เอาน่าทงเฮ ใจเย็นๆ สิ”


“ไม่เย็นแล้ว ผมโกรธมัน โกรธ!”


ปลาน้อยอาละวาดแผดเสียงเสียเต็มห้องพัก โชคดีที่คิมคิบอมเปิดประตูเข้ามาพอดี ชายหนุ่มจึงจับทงเฮไปสงบสติอารมณ์เสียมุมหนึ่ง ต่อจากคิบอมเป็นคังอินที่หอบแฮ่กไม่ต่างกัน พอเห็นว่าคยูฮยอนนั่งอยู่ในห้อง ชายหนุ่มก็ถอนใจแล้วก็เลี่ยงไปอีกทาง คยูฮยอนรับชาร้อนจากรยออุคมาจิบเงียบๆ ทุกคนในห้องพลอยเงียบไปกับเขาด้วย มีเพียงเสียงฮึดฮัดของอีทงเฮที่คอยขับไล่ความอึดอัดไปจากคนทั้งกลุ่ม





“เห็นพวกเราเป็นอะไร คิดจะทำอะไรก็ทำ จะไปไหนก็ไป นึกว่าตัวเองอยู่คนเดียวบนโลกหรือไง”



“......................”



คยูฮยอนยังคงรักษาความเงียบจนหัวหน้าวงอ่อนใจ กำลังจะไล่ให้คนอื่นๆ ไปเตรียมตัวก่อน ประตูห้องก็เปิดออกอีกครั้ง อีซองมินอยู่ตรงนั้น ร่างขาวจัดห่อตัวด้วยเสื้อโค้ทตัวยาว เรือนผมสีดำสนิทมีเกร็ดหิมะเกาะไล่ลงมาถึงบนไหล่ทั้งสองข้าง ซองมินเดินเข้ามาในห้อง หยุดอยู่ตรงหน้าคยูฮยอนแล้วก็คุกเข่าลงตรงนั้น คนอ่อนวัยกว่ายังไม่ทันตั้งตัว ร่างขาวกลมก็ทิ้งใบหน้าเข้ามากับอก คยูฮยอนอ้าแขนโอบร่างนั้นไว้โดยต้องต้องให้ใครสั่ง ดวงตาสีจัดมองเห็นแค่เรือนผมนุ่มชื้นที่เกลือกไปมาตรงอกเขา





“ซองมิน”




“ไม่เอาน่าอ้วน ไอ้น้องเล็กมันไม่เป็นอะไรแล้ว” ฮยอกแจเข้ามาตบไหล่เพื่อนรักเบาๆ หากซองมินยังไม่ยอมเงยหน้าจากอกคยูฮยอน ชายหนุ่มจึงบอกที่มาของอาการแปลกๆ นั้นแทน




“ซองมินกลัวว่านายจะโดนพาตัวไปน่ะ”





“ทำไมคิดแบบนั้น”




“ไม่รู้ ก็คู่กรณีนายร้ายไม่ใช่เล่นนี่นา พวกเราเองก็กลัวว่ามันจะเป็นอย่างนั้น เลยช่วยกันออกตามหาอย่างที่เห็นนี่ไงล่ะ ทงเฮน่ะมันเหนื่อยกว่าเพื่อนเพราะวิ่งไปแล้วก็หมายหัวนายไปด้วย แต่ตอนที่เจอนาย ทงเฮก็คงดีใจมากกว่าใครเลยมั้ง ใช่ไหมปลา”







“ไม่ใช่เว้ย!”









ฮยอกแจหัวเราะจนตาหยี คยูฮยอนรู้สึกว่าร่างเขากำลังสั่น สั่นจนเกินจะควบคุม ใบหน้าและลำคอร้อนผ่าว ริมฝีปากสั่นระริกจนต้องขบมันไว้แน่น และก่อนที่ขอบตามันจะปวดร้าวจนต้องระบายเป็นหยดน้ำตาออกมา อีซองมินก็ยืดตัวขึ้นรั้งศีรษะเขาเข้าไปซบกับไหล่นุ่มอย่างเข้าใจ









คยูฮยอนไม่ได้พูดคำว่า ขอโทษ ออกไปด้วยซ้ำ





แรงตบหนักๆ ที่ย้ำมาบนหลัง ไหล่ ศีรษะ
และแรงกอดรัดที่โถมเข้ามาแทบทุกทิศทาง
มันทำให้เขาแทบไม่เหลือลมหายใจไว้เอ่ยคำใดได้อีก









To be continue..^^








Fanismz :: ตอนหน้าจบ