| คลื่นสีฟ้าครามไหวระลอกไปตามจังหวะของดนตรี ยิ่งได้มองผ่านเกร็ดหิมะที่พร่างพรมลงมา ความงดงามของแซฟไฟล์บลูตรงหน้ายิ่งเป็นที่ประจักษ์ต่อสายตา ทั่วทั้งลานกว้างของสวนสาธารณะชานเมืองแน่นขนัดไปด้วยผู้คนนับหมื่นชีวิต นี่ไม่ใช่การแสดงครั้งแรกของเขา ไม่ใช่ครั้งแรกที่ได้ยืนร้องเพลงต่อหน้าสายตานับหมื่นคู่ แต่เพียงก้าวแรกที่เหยียบย่างขึ้นบนเวทีจนถึงนาทีนี้ คยูฮยอนรู้สึกเหมือนกำลังล่องลอยอยู่ในความฝัน อินโทรเพลงดังแว่วหวาน กังวานแทรกไปตามสายหิมะที่โปรยปราย อีกฟากของเวทีคือเจ้าของดวงตากลมโตที่เพิ่งละสายตาจากแฟนเพลงหันมามองเขา คยูฮยอนกับซองมินกำลังจะร้องเพลงด้วยกันอีกครั้ง ความสำเร็จสูงสุดของการจัดคอนเสิร์ตในสวน ไม่ใช่ กระแสความนิยมที่พุ่งขึ้นจนแทบทะลุเพดานตลาดหุ้น ไม่ใช่กลุ่มแฟนคลับที่เพิ่มขึ้นอีกนับเท่าตัว ไม่ใช่การที่สื่อแต่ละสำนักยอมกลืนน้ำลายตัวเองมางอนง้อขอทำข่าว และก็ไม่ใช่ตารางงานที่แน่นเอี๊ยดจนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน หากมันคือ การกลับมาของบรรยากาศแบบเดิมๆ ในบ้านพักหลังเล็กนั่นเอง “รยออุค ทำอะไรอยู่” เสียงใสติดจะห้าวร้องทักถามมาจากประตูห้องครัว ร่างเล็กบางของพ่อครัวมือใหม่หันมายิ้มตาหยี ใช้มีดปาดเนยชี้ลงตรงกองข้าวของบนโต๊ะ “ทำแซนวิชน่ะ พี่จองอุนบอกว่าหิว” “อ้อ แหมะ เดี๋ยวนี้เอะอะอะไรก็พี่จองอุนนะ ไม่รักน้องแล้วหรือ” “ทงเฮก็ว่าไปนะ เดี๋ยวใครมาได้ยินก็เข้าใจผิดหรอก” “ใครจะมาเข้าใจผิด พ่อซาลาเปาของอุคกี้น่ะเหรอ” รยออุคทำเสียงประท้วงในคออย่างไม่จริงจังนัก สีหน้าติดจะเก้อแกมเขิน หากก็ไม่ได้เอ่ยหักล้างเสียงแซวของทงเฮสักคำ เจ้าปลาการ์ตูนโดดขึ้นนั่งบนโต๊ะใหญ่ ลากเอาจานผักมาเด็ดเล่น ปากก็ถามไป “พี่จองอุนจะกินแซนวิชไส้อะไร” “แฮมไข่ ใส่ผักด้วยนะ” “ถึงว่าเตรียมผักไว้ยังกะจะเลี้ยงคนทั้งบริษัท นายทำเองเหอะ ขืนให้ฉันทำ พี่จองอุนจะกินไม่ลงเอาเปล่าๆ มีชีสเหลืออยู่ไหม ฉันทำแซนวิช แฮม ชีส ปูอัด น้ำพริกเผา ให้เด็กดำกินดีกว่า พ่อพระเอกเขาไม่ทานเผ็ด แบบนี้ต้องป้ายน้ำพริกเผาไปเยอะๆ เยอะๆ” เด็กดำที่กำลังก้าวตามเข้ามาเกือบจะสะดุดเท้าตัวเอง พอลับหลังก็จิกเรียกกันแบบนี้เลยนะ อีทงเฮ เพราะมัวแต่วุ่นวายกับการหั่นขอบขนมปังตามใจตัวเองทงเฮจึงไม่ได้เห็นร่างสูงที่เดินมาหยุดด้านหลัง กว่าจะรู้ตัวว่าแอบนินทาอีกฝ่ายให้เจ้าตัวเขาฟังก็โดนคิบอมแกล้งงับใบหูโชว์รยออุคไปเรียบร้อยโรงเรียนเด็กดำ “ทำอะไร(วะ)” “แสดงความรักไงครับ” “บ้านนายสิ แสดงความรักโดยการกัดแบบนี้น่ะ โรคจิต” คิมคิบอมยิ้มจนตาเป็นรูปโค้ง “ถ้าผมโรคจิตทงเฮก็ต้องเป็นเหมือนกัน เพราะทงเฮก็แสดงความรักโดยการทำร้ายร่างกายผมบ่อยๆ อย่าเถียงนะ เรื่องนี้ทุกคนในบ้านเป็นพยานได้ จริงไหมรยออุค” รยออุคทำได้ดีที่สุดแค่หัวเราะกลบเกลื่อน คิบอมล็อคคอทงเฮมาเปิดเผยความสัมพันธ์กับคนในบ้านได้ระยะหนึ่งแล้ว แต่ดูเหมือนว่าอีทงเฮก็ยังรักษาระดับความห้าวได้อย่างคงเส้นคงวา ที่สำคัญแม้แต่ต่อหน้าคิมคิบอม อีทงเฮก็ยังไม่เคยละเลยที่จะหาเศษหาเลยกับกระต่ายอ้วนตัวนิ่มเลยสักครั้ง ดูอย่างตอนนี้สิ.... “ฟักทองน้อย” แทบจะผลักหน้าคิบอมจนหงายหลังเมื่อสายตาเห็นร่างขาวจัดเดินยิ้มกริ่มเข้ามาในห้องครัว ทงเฮทิ้งแซนวิชของเด็กดำไว้ โดดเข้าไปหาซองมินราวกับเด็กเจอของเล่นถูกใจ “โอ๊ย เบาๆ สิ ทงเฮ โกนหนวดโกนเคราบ้างไหมเนี่ย” ของเล่นของทงเฮประท้วงหน้ามุ่ยเมื่อถูกโถมเข้ากอดรัดแถมยังฟัดจนแก้มแดงไปเป็นแถบ ทงเฮหัวเราะเอิ๊กอ๊าก ยิ่งซองมินดิ้นรนปัดป้องเท่าไหร่ทงเฮยิ่งสนุกที่จะเอาตัวเข้าไปนัวเนีย ปลาการ์ตูนปาดป่ายมือไปทั่วตัวกระต่ายซองมิน เมื่อเล่นจนสมใจแล้วก็ทักอย่างคนช่างสังเกตว่า.... “ซองมินผอมลงหรือเปล่า กอดไม่นุ่มเหมือนทุกทีเลย” “เกินไป เมื่อวานทงเฮก็กอดเรายังไม่เห็นพูดอะไร มาวันนี้บอกว่าผอม คนเราจะอ้วนจะผอมได้ภายในวันเดียวเลยเหรอ” ทงเฮยิ้มกว้าง โคลงหัวด๊อกแด๊กๆ พลางกรอกตาไปมา .... ตั้งท่าจะล้ออีกแน่ๆ “ก็นึกว่าตรอมใจ” เหอะ ผิดจากที่คิดเสียเมื่อไหร่ล่ะ ซองมินทำปากยื่น เดินเข้าไปเมียงมองข้าวของเครื่องใช้บนโต๊ะแล้วก็ลงมือช่วยรยออุคโดยไม่ต้องเสียเวลาถาม แม้จะมีคิมคิบอมนั่งหน้าหล่อเป็นเทพประจำตัวอยู่แต่อีทงเฮก็ยังไม่สนใจ เดินหน้าตอแยซองมินต่อไป “มักเน่มันไม่ส่งข่าวมาเลยเหรอซองมิน” “ไม่นี่ ทำไมต้องส่งมาล่ะ ตอนจะไปยังไม่บอกสักคำ คิดว่าไปแล้วเค้าจะบอกเราหรือทงเฮ” ทงเฮร้องโอ๋ๆ เหมือนกำลังปลอบเด็ก พอเห็นซองมินตวัดตามองมาเหมือนจะเคืองแล้วเท่านั้น ปลาน้อยก็ยิ้มเรี่ยราด คราวนี้เมื่อถูกคิบอมลากตัวให้ไปช่วยต่อบท ปลาจอมห้าวก็ยอมตามไปแต่โดยดี “คยูฮยอน...” รยออุคหยั่งเชิงด้วยการเอ่ยชื่อขึ้นมาก่อน เมื่อเห็นซองมินเอาแต่แบ่งชีสวางบนแผ่นขนมปัง ไม่ได้ทักท้วงหรือแสดงอาการไม่พอใจ รยออุคจึงพูดต่อไปด้วยน้ำเสียงอ่อนๆ “...คงสบายดีเนาะ” อยู่กันสองคน แม้จะไม่อยากพูดถึง ไม่อยากคิดถึงแค่ไหน แต่เมื่ออีกฝ่ายถามมาซองมินก็จำใจต้องพูดด้วยอย่างเลี่ยงไม่ได้ “ไม่รู้สิ เจ้าตัวตัดสินใจที่จะไปเอง เค้าก็คงมีความสุขกับทางที่เลือก พวกเรามันแค่คนนอก แค่เคยเป็นเพื่อน คงได้แต่หวังให้หมอนั่นมีความสุขจริงๆ เสียที” “ซองมิน ยังไม่หายโกรธคยูฮยอนอีกหรือ” “เราไม่ได้โกรธ” “แต่ดูเหมือนซองมินไม่ค่อยอยากพูดถึงคยูฮยอนเท่าไหร่เลย” “ไม่ใช่ไม่อยากหรอก แต่ไม่รู้ว่าจะพูดเรื่องอะไรดี มัน.....พูดยาก” รยออุคระบายลมหายใจยืดยาว เลือกนั่งลงตรงข้ามซองมินในโต๊ะเดียวกัน “ไม่รู้ว่าตอนนี้ไปอยู่ที่ไหน ยังไง หลังจากวันนั้นแล้วก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย โทรมาบอกพี่ซึงฮวานแค่ครั้งเดียวว่าสบายดี จากนั้นก็เงียบกริบ คิดแล้วก็ใจหายนะ คนเคยอยู่บ้านเดียวกัน กิน นอน ทำงานด้วยกัน เคยทั้งหัวเราะ ร้องไห้ด้วยกัน ผูกพันยิ่งกว่าพี่น้อง พอตื่นมาอีกวันก็มองหากันไม่เจออีกแล้ว ไม่คิดเลยว่าเรื่องมันจะจบแบบนี้” ยิ่งรยออุคพูด ซองมินก็ยิ่งแน่นในอก เด็กหนุ่มเลี่ยงไปเปิดตู้เย็นมองหาน้ำผลไม้รสที่ชอบมาเทใส่แก้วดื่มเพื่อดับความปั่นป่วนในอกเช่นทุกครั้งที่มีคนพูดถึงเรื่องใครคนนั้น ซองมินคว่ำแก้วน้ำไว้ในอ่างล้างจาน เสียงรยออุคยังดังไม่หยุด “พี่ฮีชอลกับพี่อีทึกดูจะรักคยูฮยอนมากเมื่อวันก่อนยังเผลอบอกฉันให้แบ่งกับข้าวไว้ให้น้อง กว่าจะรู้ตัวว่าพูดถึงคนที่ไม่อยู่กับเรามาหลายเดือนแล้วก็เล่นเอาตื้อคอขึ้นมาทั้งโต๊ะ พี่จองอุนยิ่งแล้วใหญ่ บางทียังเผลอเรียกหาคยูฮยอน ร่ำๆ จะถามเรื่องเพลงพอนึกได้ก็เงียบไปอีกคน ทุกคนเหมือนมีความสุขแต่ก็ไม่สุขอย่างที่สุด ฉันแน่ใจนะว่าในใจทุกคนกำลังทรมานอยู่น่ะ มันน่าแปลกนะ ก่อนหน้านี้พวกเราก็อยู่กันดี มีสิบสองคนก็ล้มลุกคลุกคลานด้วยกันสิบสองคน แค่คยูฮยอนเข้ามาแล้วก็ออกไป พวกเราก็แค่กลับไปใช้ชีวิตเหมือนก่อนที่เจ้าเด็กนั่นจะเข้ามา แต่ทำไม มันถึงยากแบบนี้” นั่นสินะ แค่กลับไปใช้ชีวิตเหมือนเดิม ทำไมมันถึงได้ยากนัก ไม่ว่าจะพยายามยิ้ม พยายามหัวเราะ พยายามมีความสุขมากเท่าไหร่ ความทุกข์ตรมในใจมันก็ยิ่งรุนแรงขึ้นมากเป็นเท่าตัว ซองมินไม่เคยคิดเลยว่าความทรมานของคนที่จากกันทั้งที่ยังมีคำว่ารักอยู่เต็มอกมันจะกัดกินใจได้อย่างสาหัสถึงเพียงนี้ การตัดสินใจของโจคยูฮยอนสร้างความตกใจให้กับคนรอบตัวไม่เว้นแม้แต่ซองมินเอง ทั้งที่มั่นใจว่าอีกฝ่ายเปิดใจให้พี่น้องบ้างแล้ว แต่การเลือกที่จะหันหลังให้กับวงการบันเทิงโดยไม่มีการปรึกษาใครก่อนบอกได้ดีว่าคยูฮยอนก็ยังคงเป็นคยูฮยอนที่ไม่ว่าใครก็เดาใจไม่ได้คนเดิม หลังจากงานคอนเสิร์ตเพียงไม่กี่วันคยูฮยอนก็บอกเรื่องนี้กับสมาชิกคนอื่นกลางห้องนั่งเล่น ซองมินจำได้ว่าเขาพูดอะไรไม่ออกสักคำ ขณะที่หลายคนพยายามหว่านล้อมให้น้องเล็กทบทวนให้ดีอีกครั้ง อีกหลายคนประกาศชัดเจนว่าไม่อนุญาตให้ไปแม้ว่าจะไม่มีสิทธิ์หน่วงเหนี่ยวน้องสิบสามเอาไว้ก็ตาม แต่ไม่ว่าใครจะพูดอย่างไร โจคยูฮยอนก็เพียงแค่ยิ้มบางๆ ปล่อยให้ทุกคนพูดจนพอใจแล้วจึงเอ่ยทั้งที่ยิ้มไม่จางว่า เขาจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว การบอกลาทุกคนในค่ำคืนนั้นคือสิ่งสุดท้ายที่เขาต้องทำ ‘ผมรู้ว่ามันเห็นแก่ตัวแล้วก็เอาแต่ใจที่เพิ่งมาบอกทุกคนตอนนี้ แต่มันคือสิ่งที่ยากที่สุดสำหรับผมจริงๆ ‘ ไม่มีใครห้ามคยูฮยอนได้ แววตาคู่นั้นประกาศชัดว่าการตัดสินใจของเขาจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง ความตั้งใจจริงที่แสดงออกทำให้ทุกคนจำใจต้องยอมรับแบบไม่เต็มใจสักนิด แต่เมื่อทางต้นสังกัดยังไม่อาจคัดค้านได้ พวกเขาก็คงไม่มีสิทธิ์ยื้อ ซองมินไม่อยากทำตัวให้แปลกแยกหรือแสดงอาการจนเกินหน้าเกินตา แม้ทุกคนจะคาดหวังว่าซองมินอาจจะเปลี่ยนใจคยูฮยอนได้ แต่ซองมินก็ไม่ได้ทำ กระต่ายน้อยเพียงแค่รับฟังอย่างสงบจนถึงเวลาที่ทุกคนแยกย้ายกันเข้านอนบ้างออกไปข้างนอกบ้าง ซองมินจึงปลีกตัวออกไปนั่งเล่นในสวนหลังบ้าน ความสงบของซองมินถูกรบกวนอย่างอุกอาจด้วยเด็กผู้ชายที่อ่อนวัยกว่าเขาสองปีแต่ไม่เคยทำให้ซองมินรู้สึกถึงคำว่าพี่ได้เลยทุกครั้งที่อยู่ใกล้กัน ซองมินอยากเดินหนี...แต่มันคงไม่ใช่วิธีที่จะทำให้ใจซองมินสงบลงได้จึงนั่งเงียบอยู่ที่เดิม ฟังเสียงฝีเท้าคยูฮยอนย่ำเข้ามาใกล้ “ยังไม่นอนอีกหรือ” “.....................” ซองมินไม่ตอบ คยูฮยอนนั่งลงข้างๆ “อีซองมิน ถามทำไมไม่ตอบ” “ก็เห็นอยู่” “แล้วทำไมยังไม่นอน” “ต้องมีเหตุผลด้วยหรือไง การที่คนเราจะทำอะไรสักอย่าง แค่พอใจจะทำมันไม่พอหรือ....” เหมือนนายไงล่ะ พอใจจะมาก็มา พอใจจะไปนายก็ไป ไม่ว่าใครจะทัดทานอย่างไร นายก็ไม่เคยสนใจ ไม่เคยแคร์ ถ้าฉันจะทำแบบนายบ้างมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกจนต้องมาถามกันไม่ใช่หรือโจคยูฮยอน “นายคงโกรธฉันเรื่อง...” “ฉันไม่ได้โกรธ จะเรื่องอะไรฉันก็ไม่มีสิทธิ์โกรธนาย” “อืม มันก็ใช่นะ เรื่องของฉัน ชีวิตของฉัน ฉันพอใจจะทำยังไงก็ได้ ที่สำคัญคราวนี้ฉันไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนด้วย เพราะฉะนั้นถึงนายจะไม่เห็นด้วย นายก็จะมาโกรธฉันไม่ได้” เพิ่งจะลุกหนีมายืนได้ไม่ถึงสามวินาทีแต่ก็ต้องหันกลับไปจ้องตาคนนิสัยเสียอีกครั้งจนได้ อีซองมินกัดปากจนเจ็บ ดวงตากลมโตวาววับด้วยความเคืองขุ่น ขณะที่คนตัวสูงกลับทิ้งตัวลงพิงพนักชิงช้า จุดบุหรี่สูบสบายอารมณ์ “นายต้องการจะพูดแค่นี้ใช่ไหม พูดจบแล้วก็เชิญ มาทางไหนเชิญกลับไปทางนั้น ฉันอยากอยู่คนเดียว” “เท่าที่ฉันรู้ตรงนี้เป็นที่ส่วนกลางไม่ใช่ที่ส่วนบุคคล” “ได้ ถ้าอย่างนั้นก็เชิญนายครอบครองพื้นที่ส่วนกลางตามสบาย” ซองมินหนีไปได้ไม่ไกลหรอก เจ้าของใบหน้าหล่อร้ายนั่นตามติดมายื้อยุดให้ซองมินยิ่งโมโหจนน้ำตาคลอ เขาเบือนหน้าหนีคยูฮยอนก็แกล้งยื่นหน้าเข้ามาให้เห็น สุดท้ายก็ถึงกับบีบคางซองมินล็อคไว้ซึ่งๆ หน้า “ปล่อย” “ไม่” “ฉันเจ็บ” “ออกอาการขนาดนี้แล้วยังว่าไม่โกรธอีก” ศักดิ์ศรีความแมนบวกความเป็นพี่ถูกไอ้เด็กรุ่นน้องมันลบหลู่เอาจนซองมินเดือด อยากต่อยมุมปากเจ้าเล่ห์ที่ยกยิ้มร้ายให้เลือดซึมดูสักตั้ง แต่ติดที่ระยะห่างมันไม่เอื้ออำนวย ด้านหน้าโดนร่างสูงเพรียวกักไว้ ด้านหลังก็ติดผนังของบ้าน ความเย็นแล่นจับไปทั้งมือและขาพาให้หนักเหมือนหิน จะเคลื่อนไหวก็ไม่สะดวกต้องมายืนทำหน้ายักษ์ตาเขียวตอบโต้มันแบบนี้ และเพราะเหตุผลทุกข้อที่พูดมานั่นแหละ ซองมินถึงหนีไม่ได้เมื่อคยูฮยอนโน้มใบหน้าลงมาหา “โจคยูฮยอน อย่ามาบ้านะ คนอยู่เต็มบ้านนายไม่เห็นหรือไง” ซองมินคงห้ามช้าไป เพราะระยะที่ริมฝีปากสองคู่คลอเคลียกันอยู่แบบนี้ เมื่อเกิดการขยับของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแทนที่จะเกิดการผลักออกห่างมันจะกลายเป็นยิ่งดึงดูดให้อีกฝ่ายอยากมากขึ้นแทน เพราะฉะนั้น เมื่อคยูฮยอนจะพูดไปอีกเรื่อง คยูฮยอนก็โทษว่ามันเป็นความผิดของซองมินที่ดันไม่รู้เหนือรู้ใต้มายั่วเค้าก่อน “จูบตอนโกรธได้ไหม....” “ไม่ได้!” “งั้นจูบล่ะนะ” แล้วจะขอทำบ้าอะไร ขอแล้วไม่ฟังกันแบบนี้ ทีหน้าทีหลังซองมินจะตีเข่าให้จุกไปสามชาติเลย ! เป็นคำบริภาษที่ดังเฉพาะในใจคนตัวเล็กกว่า และคยูฮยอนก็คงไม่รู้ว่าซองมินคิดแบบนั้นเพราะเพียงไม่นานที่ร่างสูงแนบริมฝีปากร้อนจัดลงมา เบี่ยงหน้าหาองศาให้กลีบปากกระชับกันดูดดื่มมากขึ้น เรียวลิ้นเล็กก็ตอบรับการรุกรานของคยูฮยอนจนชายหนุ่มได้ยินเสียงครางของความพอใจดังขึ้นพร้อมๆ กันตอนที่เขาตัดใจถอนปลายลิ้นจากความหวานละมุนนั้น จูบยาวนานและหวานจัดทำให้ดวงหน้าและแววตาของใครบางคนอ่อนเชื่อม เป็นประกายตามไปด้วย แต่มันก็ชัดเจนจนซองมินแข็งใจโกรธต่อไปไม่ไหว ก็ไม่ใช่เพราะแววตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกแบบนี้น่ะหรือที่ทำให้ซองมินใจอ่อนครั้งแล้วครั้งเล่าและสุดท้ายก็เผลอใจเทหน้าตักให้เด็กร้ายกาจไปจนหมดน่ะ คยูฮยอนที่ฉลาดใช้สายตาบังคับแกมเว้าวอนขอเฉพาะเวลาที่อยู่ด้วยกันตามลำพังเท่านั้น “ฉันจะไปแล้วนะ ไม่อยากให้เราแยกกันทั้งที่ไม่เข้าใจแบบนี้” “ไม่ว่ายังไง นายก็จะไปใช่ไหม” “ฉันต้องไป” แม้จะรู้ว่าห้ามไม่ได้ แต่การได้ฟังอีกฝ่ายยืนยันหนักแน่นต่อหน้าเช่นนี้มันก็ทำให้ซองมินรู้สึกโหวงในอกไม่แพ้ตอนที่รู้ข่าว เสียงที่เอ่ยกับคยูฮยอนจึงแหบสั่นด้วยความสะเทือนใจ “ทำไมต้องไป เพราะเรื่องคุณพ่อของนายหรือ ทำไมล่ะ ท่านทำอะไรพวกเราไม่ได้แล้วนี่ นายก็เห็นว่าพวกเรากลับมาทำงานได้เหมือนเดิม ไม่ใช่แค่ฝ่ายนั้นที่มีอำนาจกดดันสื่อได้ เราเองก็มี หรือนายกังวลเรื่องความรู้สึกของพวกเรา ทุกคนเข้าใจนายนะคยูฮยอน ไม่มีใครโกรธนายแล้ว...” “ไม่เกี่ยวกับคนอื่นหรอก ฉันไปเพราะฉันต้องการไปเอง” “ก็แล้วทำไมต้องไปล่ะ” “เพราะฉันต้องไป การมาของฉันในครั้งนี้มันแฝงไปด้วยเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ มันนำความยุ่งยาก เดือดร้อนมาให้พวกนาย ทุกคนอาจจะให้อภัยแต่ฉันให้อภัยตัวเองไม่ได้ซองมิน ฉันไม่อยากติดอยู่ในกรอบของโจคยูฮยอนที่หลอกลวงทุกคนไปตลอดชีวิต เข้าใจฉันเถอะนะ” “เหตุผลนายมันบ้า สุดท้ายนายก็สนใจแต่ความรู้สึกตัวเอง คนเห็นแก่ตัว ทำอะไรไม่สนใจคนอื่น” หากอีซองมินพูดประโยคเหล่านี้ตอนช่วงแรกที่รู้จักกัน คยูฮยอนมั่นใจว่านิสัยเลวร้ายในสันดานเขาคงไม่ปล่อยอีกฝ่ายให้ยืนเม้มปาก หน้าบึ้งให้คยูฮยอนใจสั่นอย่างตอนนี้เป็นแน่ โทษสถานเบาที่สุดของการหลอกด่าเขา คงถูกเค้นคอสวยๆ นี่เป็นอย่างต่ำล่ะ หากวันนี้คยูฮยอนตอบแทนคำค่อนขอดนั้นด้วยการวางคางลงกลางหน้าผากขาว กดปลายคางย้ำๆ แล้วก็กอดร่างนุ่มนิ่มไว้หลวมๆ “ฉันดีใจที่นายเข้าใจ” “ฉันไม่เข้าใจอะไรเลยคยูฮยอน ฉัน...ไม่เข้าใจสักนิด” . . . จนถึงตอนนี้ คยูฮยอนออกจากบ้านไปนานกว่าครึ่งปีแล้ว ไม่มีแม้แต่ข้อความส่งมาให้รู้ข่าวคราว ซองมินคิดเอาเองว่าหลังจากคืนนั้นแล้วคยูฮยอนจะใช้เวลาอยู่กับพวกเขาอีกสักพักก่อนจะย้ายออก ใครจะคิดว่าตื่นเช้ามาซองมินจะพบกับความว่างเปล่าอย่างรวดเร็วปานนั้น รยออุคน้ำตาคลอ ทงเฮกับฮยอกแจโวยวายอาละวาด และที่เหลือก็บ่นด้วยความใจหายไปตามประสา มีเพียงอีทึก ฮีชอลและคังอินเท่านั้นที่ทันได้ตื่นขึ้นมาส่งน้องสิบสามออกจากบ้าน ทุกคนต่างนึกเดากันไปว่าซองมินจะต้องเป็นคนแรกที่ได้รับการติดต่อจากน้องเล็กแต่ทุกคนก็คาดผิด พี่ซึงฮวานต่างหากล่ะที่คยูฮยอนเลือก บางครั้งหากใจว่างจากงานและมีโอกาสได้ปล่อยให้ความคิดล่องลอย ซองมินก็อดคิดไม่ได้ว่า...คยูฮยอนอาจลืมซองมินไปแล้ว ถ้ายังไม่ลืมก็คงตั้งใจให้ต่างฝ่ายต่างลืมกันไป ไม่มีวาจาผูกพัน เขาทั้งสองจากกันด้วยคำว่า –จบ- ทั้งที่ไม่ได้เอ่ยมันออกมา ไม่สัญญา ไม่สาบาน ไม่มีถ้อยคำใดที่แสดงการยึดเหนี่ยวอีกฝ่ายไว้กับคำว่ารอ คยูฮยอนเพียงแค่บอกออกมาตรงๆว่า ‘ความหวังมันจะทำให้มนุษย์เราทุกข์และทรมาน....ฉันไม่อยากให้นายเป็นแบบนั้นซองมิน....’ แค่นั้นจริงๆ - - - - - - |
|
หนังสือกำลังอยู่ในขั้นตอนของการพิมพ์ คาดว่าอีกไม่เกิน 1 อาทิตย์จะเรียบร้อย ถ้าได้กำหนดแน่นอน พี่จะประกาศอีกครั้งนะคะ
ขอบคุณค่ะ ^^
EDIT ::: ลง 2 ตอนสุดท้ายพร้อมกันนะจ๊ะ อย่าลืมคลิ้กกลับไปอ่านตอน 22 ก่อน เดี๋ยวจะงงปนมึน ^^ |
edit @ 7 May 2008 10:32:32 by Kiraz
edit @ 8 May 2008 09:48:17 by Kiraz