การทำงานกับคนหมู่มากจะต้องระวังในเรื่องความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง อย่ามากไป อย่าให้น้อยไป ในฐานะที่ยังไม่ได้สนิทสนมกันจึงควรวางตัวให้เหมาะสม ระมัดระวังทั้งการแสดงออก คำพูดจา สีหน้าและท่าทาง
นั่น....เป็นเรื่องยากอยู่แล้วสำหรับการทำงาน แต่โจวหมี่ก็มีเรื่องให้ต้องระวังยิ่งกว่าคนอื่นอีกหลายเท่าตัว ไม่ได้มีเรื่องอะไรมากมายแต่แค่ระวังความรู้สึกที่มีต่อเจ้าตัวขนปุยแก้มยุ้ยปากย้อยเพียงคนเดียว โจวหมี่ก็รู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่ในเขตพื้นที่สีเหลืองของเขมรแดง จะก้าวแต่ละก้าวต้องมั่นใจว่าจะไม่เผลอไปเหยียบกับระเบิดให้ตูมตามจนตัวตาย เขายังไม่อยากตายก่อนจะไปถึงจุดหมายแต่การเลือกทางเดินในเขตพื้นที่อันตรายแบบนี้ มันก็น่าหวาดหวั่นไปเสียหมด ความเสี่ยงมีสูงก่อนจะทำอะไรจึงต้องคิดแล้วคิดอีก โจวหมี่แค่ไม่อยากประมาท ไอ้สองตัวนั่นมันจะมาหาว่าเขาขี้ขลาดได้ไง พอเขาอธิบายให้ฟัง ทั้งคยูฮยอนกับซีวอนก็หัวเราะหึในคอเป็นเชิงว่าเข้าใจ
“ก็ไม่แปลก ความรักนอกจากจะทำให้คนตาบอดแล้ว ยังทำให้เป็นบ้าได้”
“คยูฮยอน กูบอกแล้วว่าอย่าไปว่ามัน แค่น้องเฮนรี่เมินนี่มันก็เจ็บปวดพอแล้ว มึงจะไปทำให้เพื่อนที่กำลังอกหักช้ำใจอีกทำไมวะ เลวนะมึงเนี่ย”
เลวพอกันทั้งสองคนมึงนั่นแหละ โจวหมี่กระแทกกระป๋องน้ำอัดลมลงกับพื้นโต๊ะ เสียงมันคงดังเกินไปเลยทำให้คนที่เพิ่งเดินเข้าห้องมาสะดุ้งโหยง เห็นดวงหน้าเล็กเผือดสีจนไม่เหลือรอยระเรื่อบนผิวแก้มแล้วโจวหมี่ก็นึกอยากจะเอาหน้าตัวเองกระแทกโต๊ะให้เลือดอาบจะได้สาสมกับความผิดอุกฉกรรจ์ของตน
“เฮนรี่ มีอะไรหรือเปล่า”
“พี่ทงเฮให้มาถามครับว่าบ่ายวันพรุ่งนี้พี่คยูฮยอนจะออกไปด้วยกันกับพวกเราหรือเปล่า”
“จะไปไหน!”
ดูเหมือนคนย้อนถามด้วยน้ำเสียงห้าวๆ นั้นจะไม่ใช่คนที่เฮนรี่นำข่าวจากทงเฮมาบอก เด็กน้อยตัวนิ่มของอีทงเฮเม้มปากจนเหลือแต่แก้มกลมๆ สองลูก ชายตามองคยูฮยอนเป็นเชิงร้องขอให้ช่วยตอบแทน น้องสิบสามที่ไม่เคยดำรงตนเป็นน้องยิ้มร้าย บอกเสียงชื่น
“ไปเที่ยว พรุ่งนี้ช่วงบ่ายพวกเราว่าง ทงเฮกับเฮนรี่เลยจะไปบ้านต้าเกอกัน”
“แล้วทำไม(มึง)นายต้องไปด้วย”
“ถามแปลก พี่ทงเฮอยู่ไหน คยูฮยอนก็ต้องอยู่ที่นั่นสิ ขอบใจมากนะเฮนรี่ เดี๋ยวพี่ไปบอกพี่ทงเฮเอง นายต้องทำอะไรต่อหรือเปล่า” เฮนรี่ส่ายหน้าดิก อดที่จะชำเลืองมองหน้าเครียดขรึมของใครอีกคนไม่ได้ พี่คยูฮยอนก็ยิ้ม พี่ซีวอนก็ยิ้ม ทำไมพี่โจวหมี่ต้องทำหน้าบึ้งด้วยหรือไม่พอใจที่เฮนรี่เข้ามายุ่งกับพี่คยูอยอนอีกแล้ว เฮนรี่ไม่ได้ตั้งใจนะเพราะพี่ทงเฮขอร้องหรอกเฮนรี่ถึงมา “ถ้าอย่างนั้นพี่วานเฮนรี่มาช่วยเลือกของฝากคุณแม่พี่ฮันหน่อยได้ไหม มันเยอะไปหมดพี่ไม่รู้จะเอาชิ้นไหนดี”
“จะดีหรือครับ ผมไม่ค่อยรู้เรื่องแบบนี้”
“ดีสิ ให้โจวหมี่ช่วยก็ได้ รายนี้เค้าถนัด เลือกของฝากให้สาวๆ บ่อย”
ไอ้เลว โจวหมี่ขยับปากขมุบขมิบไม่ได้อยากด่าอย่างเดียว ใจอยากจะลุกไปเตะส่งไอ้คนที่กำลังเดินลิ่วออกไปจากห้องสักสองสามป๊าบ แต่มันติดตรงแก้มกลมๆ กับ ปากแดงๆ ที่ขวางอยู่ ร่างสูงมองน้องเล็กที่เดินต้อยๆ ไปทรุดนั่งตรงที่เดิมของคยูฮยอนแล้วก็กระแอมในคอ
เออ ถ้าเป็นก่อนหน้านี้สักสองอาทิตย์โจวหมี่อาจจะลุกหนีแล้ววิ่งนำหน้าคยูฮยอนออกจากห้องไป แต่บังเอิญว่าตลอดระยะเวลาอันสั้นที่ผ่านมาเขาได้ผ่านการฝึกอันแสนจะหฤโหดที่คุ่ยเสี่ยนมันบังคับมาบ้างแล้ว ไม่ว่าจะทั้งผลักทั้งดันให้โผล่หน้าไปหาน้องแบบกะทันหันอย่างไม่กลัวว่าเพื่อนมันจะหัวใจวายตาย แกล้งให้โจวหมี่นั่งข้างๆ เฮนรี่ตอนกินข้าว หลอกให้โผล่ไปในห้องแต่งตัวขณะที่เฮนรี่กำลังถอดเสื้อผ้า หาเรื่องชวนหัวมาเล่าให้น้องยิ้มอวดแก้มป่องๆ ต่อหน้าโจวหมี่ และไปยาลใหญ่ แต่ก็นับว่าทั้งหมดนั้นมันส่งผลดีต่อใจเขา เมื่อผ่านช่วงเวลาอันแสนสาหัสนั้นมาได้พลังจิตของโจวหมี่แลจะเข้มแข็งขึ้น ถึงขั้นที่ว่าเขาสามารถคุยกับน้องได้โดยไม่ต้องมีล่ามอย่างช่วงแรกๆ และคยูฮยอนมันก็คงจะพอดูออก ถึงได้มัดมือน้องแล้วโยนมาใส่ตักเขาแบบนี้
เออ ถือว่าครั้งนี้มึงมีเจตนาดี กูจะละเว้นให้สักครั้ง ขายาวก้าวไปจะปิดประตูห้องแล้วก็นึกขึ้นได้จึงหันมาหาคนที่นั่งยิ้มกริ่มอยู่ข้างๆ เฮนรี่
“สรือหยวน ไม่ไปหาพี่ฮันหรือ”
แปลได้ใจความว่า ออกไปได้ไหมครับมึง
“เอาผ้าพันคอนี่แหละเนาะ มาม๊าต้าเกอจะได้ใช้ตอนอากาศเย็นๆ”
เสียงเล็กบอกผ่านรอยยิ้มน่าชัง โจวหมี่ทำได้แค่จิกหัวตัวเองให้พยักหน้ารับ ดวงตาคมหรุบมองแค่นิ้วกลมป้อมที่จับชายผ้าพันคอขึ้นสำรวจอย่างเอาใจใส่ ริมฝีปากสีเลือดเม้มนิดๆ ส่วนสมองนั้นครุ่นคิดถึงความผิดพลาดของตัวเองและเพื่อนอย่างเคร่งเครียด มึงพลาดแล้วล่ะคุ่ยเสี่ยน มึงคิดผิดแล้วที่นึกว่ากูจะหาญสู้ความน่ารักของน้องได้ พอได้มานั่งตรงข้าม มีภาพน้องสะท้อนเข้านัยน์ตาแบบนี้ กูบอกได้เลยว่า.....พลังวัตรกูยังไม่สูงพอ!
“พี่โจวหมี่ จะกลับบ้านหรือครับ”
“ หา ใครจะกลับ ? ”
“ก็...พี่คยูฮยอนบอกว่า พี่จะไม่ไปกับเรา เพราะต้องกลับบ้านเหมือนกัน” จ้าวคุ่ยเสี่ยน เลวสุดตีนเถอะมึงน่ะ บ้านกูกูอยู่มายี่สิบกว่าปีแล้วไม่จำเป็นต้องกลับบ่อยๆ ก็ได้ แต่บ้านแม่พี่ฮันกูยังเคยไปแค่ครั้งสองครั้ง มึงคิดจะแกล้งกูใช่ไหม คนเป็นพี่ไม่รู้ว่าตัวเองแสดงสีหน้าอย่างไรออกไปแต่คนเป็นน้องนั้นตีความไปแล้วว่าโจวหมี่ไม่พอใจที่ไม่ได้ไปบ้านฮันเกิงกับคยูฮยอน ใบหน้าเล็กก้มต่ำจนปอยผมสีน้ำตาลลิ่นร่วงลงมาบดบังแก้มใส โจวหมี่ครางเครือในคอ เกี่ยวไหมเส้นนิ่มให้คล้องใบหูบางด้วยปลายนิ้วเรียว
“อยากไปบ้านพี่ฮันเกิงหรือ....”
“ครับ มาม๊าพี่ฮันใจดี๊ดี”
“แม่พี่ก็ใจดีนะ ไม่อยากไปบ้านพี่บ้างเหรอ”
“เอ๋ ไปได้หรือครับ” ได้สิครับคนดี อยากไปอยู่ทั้งชีวิตพี่ก็ยินดี คนหล่อยิ้มรับอย่างอ่อนโยนผิดกับในใจที่ตีปีกพึ่บๆ ด้วยความดีใจ เมื่อได้เริ่มพูดจากันความกล้าก็แลจะเริ่มซึมเข้าร่างทีละน้อย วิญญาณความหน้าด้านที่เคยมีในยามปกติก็ดูจะเริ่มกลับเข้าร่างอย่างรู้งาน
“ไปได้สิ ถ้าเฮนรี่อยากไป เราไปด้วยกันวันพรุ่งนี้เลยก็ได้”
“แต่พรุ่งนี้ผมนัดกับพวกพี่ทงเฮไว้แล้ว”
“ก็พอไปเยี่ยมคุณแม่พี่ฮันเกิงเสร็จ เราก็ไปบ้านพี่ก็ได้ บ้านพี่มีน้องหมาที่เพิ่งเกิดด้วยนะ ไซบีเรียนฮัสกี้น่ะ เฮนรี่ชอบไม่ใช่หรือ....” ตาเรียวเล็กเบิกกว้างเมื่อได้ฟังเรื่องถูกใจ โจวหมี่ย้ำฟันขบริมฝีปากด้านในจนแทบทะลุเมื่อกลีบปากอิ่มย้อยเคลื่อนเข้ามาใกล้พร้อมสัมผัสนุ่มที่วางแปะลงบนท่อนแขน โฮกกกก!!!! น้องจับมือถือแขน ฟ้าดินเป็นพยาน ทำกันแบบนี้ถึงขั้นเสียผีเลยนะครับคนดี!
“ชอบ พี่มีกี่ตัวครับ เยอะไหม”
“สองตัว กำลังน่ารักเลยนะ เออ พี่มีรูปในโทรศัพท์เดี๋ยวเอาให้ดู” โจวหมี่รู้ตัวมาได้สักช่วงหนึ่งแล้วว่าเขาเป็นประเภท – รักเด็ก - แต่ก็ไม่เคยคิดว่าจะมีใจเมตตาสัตว์เท่าวันนี้เลย อย่าว่าแต่เจ้าหมาน้อยตัวอ้วนเลยถึงเป็นหมูเห็ดเป็ดไก่ แต่ถ้าทำให้หัวทุยๆ เบียดเข้ามาถึงอกเพื่อที่จะจ้องรูปเจ้าสี่ขาสีโกโก้ในหน้าจอมือถือของเขา พร้อมแก้มนิ่มที่ดันอยู่ตรงหัวไหล่ โจวหมี่ก็สามารถทำใจให้รักได้โดยไม่มีปัญหา คนตัวสูงกดเลื่อนแต่ละรูปให้คนน่ารักดูไปเรื่อยๆ แอบแตะจมูกสูดกลิ่นหอมสะอาดจากเรือนผมสั้นแล้วก็นึกครึ้มอยากงับใบหูขาวๆ ดูสักที
"น่ารักมากเลยนะครับ”
“ใช่ น่ารักมาก”
ไม่ต้องสงสัย พี่ชายตัวสูงไม่ได้หมายถึงเจ้าหมาน้อยในจอภาพนั้น...แน่นอน
“ทงเฮ ลีทงเฮ ผมมาแล้ว อ้าว พี่ฮันก็อยู่ด้วยหรือครับ”
“พี่อยู่แล้วทำไมนายต้องทำหน้าผิดหวังแบบนั้นด้วยคยูฮยอน กลัวมีคนขัดคอตอนสวีทกับทงเฮหรือไง” คยูฮยอนหัวเราะร่า เลื่อนตัวลงนั่งบนเตียงที่เจ้าของกำลังนอนพังพาบขวางเตียงอยู่ ใบหน้าหล่อจัดโน้มลงตามแรงโน้มถ่วงหวังจะเนียนได้สูดกลิ่นแก้มหอมให้ชุ่มปอดแต่ทงเฮก็ทำให้เขาต้องจูบหมอนเข้าไปเต็มๆ
“ทงเฮใจร้าย” คนหล่อบ่นอุบ ทงเฮหัวเราะเสียงใส
“จะไปไหมพรุ่งนี้ พี่ฮันจะได้โทรไปบอกมาม๊าก่อน ชักช้ารายชื่อหลุดโผจะอดของอร่อยนะเว้ย” นี่แหละ ทงเฮตัวจริงเสียงจริง ไอ้เรื่องจะให้พูดจาน่ารักน่าชังเหมือนหน้าตานั้นฝันรอไปเถอะ ให้ไอ้หมี่มันกล้าจับเฮนรี่กดเมื่อไหร่วันนั้นคงได้เห็นทงเฮน่ารักอ่อนหวานกับเขาบ้าง คยูฮยอนพยักหน้าหงึกๆ “ไปอยู่แล้ว ทงเฮอยู่ที่ไหน ผมก็จะอยู่ที่นั่น”
“น่าอิจฉาจริงๆ”
“อิจฉาพี่ก็รีบมีแฟนสิครับ จะได้มีคู่คิดคู่ทำแบบพวกผม” น้องชายตัวร้ายโมเมได้หน้าซื่อตาใสไม่ได้มองรอยยิ้มระอาของลีทงเฮเหมือนเคย และก็คงมีฮันคยองเท่านั้นแหละที่เชื่อจริงจังว่าทงเฮเป็นแฟนคยูฮยอนจริงๆ
“วันๆ มีแต่งานกับงาน แค่รับหน้าที่ดูแลพวกนายพี่ก็แทบไม่ได้ลืมตาดูโลกแล้ว เอาเวลาที่ไหนไปมองใครได้” คยูฮยอนฟังแล้วก็หัวเราะเหอะ สบตาทงเฮแล้วก็เบือนไปคนละทิศ คนละทาง ลีดเดอร์เอสเจเอ็มเป็นผู้นำที่ดี...มาก ใจดี อบอุ่น อ่อนโยน และมีความรับผิดชอบสูง ข้อเสียอย่างเดียวของฮันคยองคือความซื่อ(เกินไป)นี่แหละ ซื่อจนบางทีคยูฮยอนก็นึกสงสารเชวซีวอนเพื่อนรัก คนเขารู้ทั้งค่ายว่าไอ้คุณชายมันรักและถวายหัวให้พี่ชายคนจีนตั้งแต่แรกเจอ ผ่านมาหลายปีดีดักพี่ฮันก็ยังไม่เคยมองเห็นความรู้สึกของมัน เมื่อไม่นานมานี้ เขาเคยเลียบๆ เคียงๆ ถามแล้วก็ได้ข้อสรุปที่ทำให้ซีวอนแทบลงไปนอนกลิ้งเกลือกกับพื้น
พี่ฮันคิดว่าซีวอนเป็นแบบนี้กับทุกคน นั่นเลยทำให้รักของเชวซีวอนที่แม้แต่ฟ้าดินยังรับรู้ แต่มีแค่ต้าเกอ ฮันคยองคนเดียวที่ไม่เคยสังเกตเห็น คยูฮยอนเลยไม่รู้จะสงสารหรือสมน้ำหน้าเพื่อนรักดี
“ปีนี้พี่ฮันอายุยี่สิบห้าแล้ว มาม๊าพี่คงอยากเห็นหน้าลูกสะใภ้แย่” ทงเฮเย้าเสียงชื่น พลอยทำให้หัวหน้ายูนิตหัวเราะไปด้วยตามประสาคนอารมณ์ดีอยู่เป็นนิจ
“ถ้ามีเวลาก็ว่าจะหาไปให้ดูตัวสักคน”
รยออุคหลุดเสียงหัวเราะมาจากเตียงด้านใน แรกเริ่มนั้นคยูฮยอนเข้าใจว่าเพื่อนตัวเล็กคงคุยโทรศัพท์กับคนทางโซลแล้วมีเรื่องให้ชอบใจแต่ปรากฏว่าไม่ใช่ รยออุคหัวเราะสีหน้าเผือดสีของผู้ชายตัวสูงที่ยืนเกาะกรอบประตูอยู่ต่างหากล่ะ เชวซีวอนคงเข้ามาทันได้ยินประโยคสะเทือนใจจากพี่ฮันคยองพอดี ซีวอนคงจะยืนช้ำใจอยู่ตรงนั้นจนถึงเช้าถ้าเสียงนุ่มๆ ของคนเป็นพี่ใหญ่ที่เรียกหาเสียก่อน
“ซีวอน ไปยืนเก๊กทำไมตรงนั้น เข้ามาสิ ปิดประตูด้วยนะ”
ไม่ลืมเตือนตามประสาคนรอบคอบ ไม่ได้หรอก พวกเขาอยู่ในโรงแรมถึงจะมีมาตรการรักษาความปลอดภัยแน่นหนาแต่ความรักความหลงของแฟนคลับก็เป็นสิ่งที่ประมาทไม่ได้เลยเช่นกัน รอยยิ้มของฮันคยองดึงให้ซีวอนสืบเท้าเข้ามาหา แม้หัวใจซีกหนึ่งจะแห้งผากกับความเป็นจริงที่ถูกตอกย้ำแต่อีกใจมันก็ชุ่มฉ่ำเพราะความอ่อนโยนที่ได้รับอย่างเสมอต้นเสมอปลาย มองใบหน้าใสซื่อของคนเป็นพี่แล้วซีวอนก็นึกปลงเหมือนที่เคยปลงมานานนับปี คนเค้าซื่อมายี่สิบกว่าปีจะให้เปลี่ยนทันทีคงไม่ได้ ใจเย็นๆ ก็แล้วกันวะซีวอน รางวัลเป็นของคนที่อดทนและพยายามเสมอ ท่องเอาไว้เว้ย
“ไปบ้านพี่ไหม แม่บ่นคิดถึงนายอยู่นะ”
“ไปครับ สรุปพวกเราไปกันหมดทุกคนเลยหรือ”
“ผมไม่ไป พรุ่งนี้จะไปซื้อของกับนูนา มีของที่อยากได้เต็มไปหมดเลย” รยออุคหันมาบอกแล้วก็กลับไปคุยโทรศัพท์ต่อ ซีวอนยักไหล่ แล้วทงเฮที่เอาหัวหนุนตักคยูฮยอนอยู่ก็ยิ้มถามเสียงใส “โจวหมี่ล่ะ จะไปกับพวกเราด้วยไหม หรือมีธุระที่อื่นเหมือนกัน”
ซีวอนกับคยูฮยอนมองหน้ากันแล้วก็กระตุกยิ้ม
ธุระของโจวหมี่มีเรื่องเดียวเท่านั้นแหละ เรื่องศึกษาวิธีเลี้ยง(ต้อย)หนูตัวขาว ขนปุย นั่นไงล่ะ
ชวนกันคุยหงุงหงิงๆ พอชื่นอกชื่นใจ(ในความคิดของตัวเอง)แล้ว โจวหมี่ก็ช่วยน้องน้อยพับผ้าพันคอผืนหนานุ่มใส่ในถุงที่ตัวเองอาสาวิ่งร้อยเมตรไปเอาที่ห้องซีวอนมาให้ เมื่องานที่ได้รับมอบหมายสำเร็จลุล่วง ตาคู่เล็กก็แลกวาดไปทั่วห้องกว้าง มองไปจนทั่วแล้วก็มาหยุดที่ใบหน้ายิ้มๆ ของคนข้างตัว
“เรามีของฝากให้มาม๊าต้าเกอแล้ว แต่ยังไม่มีให้คุณแม่พี่โจวหมี่เลย ทำยังไงดีล่ะครับ” ไม่เป็นไรครับ แต่ได้เฮนรี่กลับบ้านไปด้วยแม่พี่ก็ปลื้มใจละ ใจมันตอบแบบนั้นแต่ปากมันขยับตามใจไม่ได้ โจวหมี่เลยแกล้งตีหน้าครุ่นคิด มองของฝากกองเบ้อเร่อแล้วก็หยิบเอาผ้าผืนหนึ่งขึ้นมา “สวยไหม?”
“สวยครับ พี่จะเอาผืนนี้หรือ”
“เอาผืนนี้แหละ แม่พี่ผิวสีเดียวกับเฮนรี่ ไหนลองคลุมไหล่ให้ดูหน่อยสิ เข้ากันไหม”
มือบางยื่นมารับผ้าหากโจวหมี่ชักมือหนี ส่ายหน้าแล้วก็ทำสัญญาณให้อีกฝ่ายนั่งนิ่งๆ แขนยาวตวัดผ้าคลุมไหล่เล็กแล้วก็พันตลบด้วยความชำนาญ ครู่เดียวเฮนรี่ก็เหมือนแค่ตาใสแจ๋วกับจมูกโด่งเล็กโผล่ออกมาจากแถบผ้าที่มือหนาจัดให้ เด็กชายนั่งทำตาปริบๆ รอคนเป็นพี่วิจารณ์ผลงานของตัวเอง แต่จนแล้วจนเล่าโจวหมี่ก็ไม่ยอมเอ่ยคำใดนอกจากนั่งจ้องเอาๆ หนุ่มน้อยอดทนไม่ทักท้วงด้วยกลัวว่าจะถูกดุ จนร่างสูงโน้มตัวเข้ามาใกล้แล้วปลดผ้าออกไปทางด้านหลังนั่นแหละถึงหายใจโล่งขึ้นมาบ้าง
เฮนรี่ถึงรู้สึกเหมือนโดนปลายจมูกโด่งงามนั้นแตะๆ ตรงหน้าผากแต่มันก็ฉาบฉวยจนเกินจะมั่นใจได้ว่าโดนหรือไม่โดน เด็กหนุ่มช้อนตามองคนตัวโตกว่าแล้วก็ก้มหน้างุดเพราะโดนลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดให้รู้สึกวูบวาบไปทั้งช่วงอก แก้มที่เห่อแดงขึ้นทันตาเห็นเล่นเอาอาการเก่าของโจวหมี่กำเริบจนเกินจะยั้ง
จำเป็นด้วยหรือเฮนรี่ จำเป็นต้องน่ารักขนาดนี้ด้วยหรือ !
“ตกลงเอาผืนนี้นะครับ”
“ครับ”
“เอ่อ ถ้าอย่างนั้น...ผมกลับห้องเลยนะครับ พี่จะได้พักผ่อน” โจวหมี่พยักหน้าเลื่อนลอย ใจจริงแล้วไม่อยากจะจากน้องเลยเถอะ แต่ไม่ไหว เฮนรี่ลิสซึ่ม กำลังแผลงฤทธิ์ ขืนยังทำใจกล้านั่งจ้องหน้าน้องต่อ มีหวังถูกหามส่งโรงพยาบาลกลางดึกของวันแน่นอน.....อย่ามาหาว่าเว่อร์ ใครไม่เจอความน่ารักของหลิวเซียนหัวตอนเที่ยงคืน ไม่มีทางเข้าใจหรอก !
“ตอนนี้ทุกคนคงกองกันอยู่ที่ห้องนาย แน่ใจนะว่าจะนอนได้”
“ไม่ได้ก็ไม่เป็นไรครับ คุยกันไปเรื่อยๆ เพลินดี พี่แน่ใจนะครับว่าจะไม่ไปด้วยกัน” เมื่อโจวหมี่ยังคงส่ายหน้าปฏิเสธ เด็กน้อยก็ปิดประตูตามหลังแล้วก็เหมือนเพิ่งนึกได้ เฮนรี่ชะโงกหน้ากลับเข้ามา ยิ้มโชว์ฟันขาวและตาเป็นขีดโค้ง
“กู๊ดไนท์ครับ”
ฉึ่ก!
อนิจจาโจวหมี่ ลำพองตนหนักหนาว่าตบะวิชากล้าแกร่ง สุดท้าย...ก็แค่คิดไปเอง
“จำเป็นต้องหัวเราะขนาดนี้เลยหรือพวกมึง”
ไม่มีเสียงตอบรับนอกจากเสียงหัวเราะที่ดังหนักขึ้นกว่าเดิม ชายหนุ่มร่างสูงยันเท้าไปที่โจคยูฮยอนเป็นรายแรกเพราะเสียงของมันดังกว่าคนอื่นเขา คยูฮยอนที่นั่งพิงโซฟาอยู่กลิ้งลงไปนอนบนพื้น ร่างทั้งร่างสั่นสะท้านเพราะแรงอัดของลมหายใจที่ไม่เป็นจังหวะ ไม่ต่างจากซีวอนรายนั้นก็หัวเราะจนน้ำตาซึมเหมือนกัน โถ เป็นใครจะไม่ขำ เขาสองเห็นเปิดโอกาสให้มันอยู่กับเฮนรี่ตั้งนานสองนานก็คิดว่าอาการป๊อดแดกจะดีขึ้น พอเห็นเฮนรี่เอาแก้มกลมๆ โผล่ไปซีวอนกับคยูฮยอนก็รีบผละจากหวานใจเพื่อกลับมาติดตามผล นึกว่าจะได้เห็นโจวหมี่นั่งยิ้มกริ่ม ภาคภูมิใจกับความก้าวหน้าของตน ที่ไหนได้
มันนอนครางอือๆ อยู่บนพื้นอย่างกับโดนผีเข้า
“คุ่ยเสี่ยน สรือหยวน ถ้าไม่หยุดหัวเราะ กูจะโกรธพวกมึงแล้วนะ”
“เรื่องของมึง!”
“หนอย ก็ไม่ใช่เพราะมึงหรือคุ่ยเสี่ยนที่ทิ้งให้กูอยู่กับน้องตามลำพัง มึงเองก็มีส่วนทำให้หัวใจกูโดนทำร้าย อย่ามามัวแต่ขำ” คยูฮยอนดันร่างขึ้นมานั่งพิงขาโต๊ะ เถียงกลับทั้งที่ยังหลุดเสียงหัวเราะออกมาไม่หยุด “ตามลำพังที่ไหน ซีวอนก็อยู่เป็นเพื่อน มึงเองนั่นแหละเสือกไล่มันออกไป เป็นไงล่ะ สุดท้ายก็ต้องให้พวกกูกลับมาปฐมพยาบาล มึงนี่แพ้ทางเด็กของจริงเลยว่ะ”
“ตอนแรกกูก็ไม่คิดว่าจะเป็นเอามากขนาดนี้ ก่อนออกไปมึงก็เห็นใช่ไหมสรือหยวนว่ากูปกติดี” ซีวอนเถียงแว่วๆ ว่า....มึงมีเวลาแบบนั้นด้วยหรือ....แต่โจวหมี่ไม่สนใจ พูดต่อไปว่า “....แต่พอนั่งจ้องหน้าน้องนานเข้าเลือดลมแม่งตีกลับทิศกลับทาง ดีเท่าไหร่แล้วที่กูอดใจได้ไม่หน้ามืดจับลูกเค้ากดกลางห้องรับแขก ไม่งั้น พวกมึงได้เตรียมตัวเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวแน่ๆ”
“หรือไม่ก็เตรียมตัวไปเยี่ยมมึงในคุก โทษฐานพรากผู้เยาว์”
“เออ แฟนกูไม่อายุยี่สิบห้าอย่างใครก็ให้มันรู้ไป” ซีวอนจิ๊ปาก คนร้อนตัวอดไม่ได้ที่จะตอบโต้ ถึงแม้...เขาจะเรียกอีกฝ่ายว่าแฟนได้ไม่เต็มปากก็เถอะ
“เหี้ยนี่ ลามปามของสูง”
“พวกมึงจะเถียงกันจนเช้าเลยไหม กูจะได้กลับไปนอนกอดพี่ทงเฮ เสียเวลาจู๋จี๋กับแฟนชิบ....” คยูฮยอนบิดขี้เกียจจนได้ยินเสียงกระดูกลั่นกร๊อบ เด็กหนุ่มตัวสูงยืดตัวขึ้นยืน เท้าเอวมองโจวหมี่ที่นอนเหยียดยาวจนล้นโซฟาแล้วก็ส่ายหน้า โดนความน่ารักวิ่งด้วยความเร็วขนาดพายุไซโคลนกระแทกใส่หน้า ไม่น็อคก็คงไม่ใช่คนแล้ว แต่ถึงขั้นอยู่กันสองต่อสองกับเฮนรี่ คุยกันได้โดยไม่ต้องผ่านล่าม ก็นับว่าโจวหมี่พัฒนาขึ้นเยอะ
“แล้วพรุ่งนี้มึงจะทำยังไงต่อ.....”
“กูก็จะไปบ้านพี่ฮันกับพวกมึง แล้วหลังจากนั้นกูจะพาน้องไปไหว้แม่ที่บ้าน คิดว่าจะให้ค้างที่บ้านสักคืนแล้วพรุ่งนี้ค่อยพามาขอขมาพี่ซึงฮวานตอนสายๆ”
“….เฮ้ย!!!....”
“ร้องทำเหี้ยอะไร กูก็พูดไปงั้นแหละ ไม่ทำอะไรหรอกน่า อีกอย่างน้องเค้าก็เต็มใจไปด้วย กูไม่ได้บังคับ” แต่แอบมีล่อลวงเล็กน้อยถึงปานกลาง ฮึ่ย ไมใช่ล่อลวงสักหน่อย บ้านเค้ามีลูกหมาจริงๆ พอคิดขึ้นได้เลยเล่าให้เฮนรี่ฟัง น้องอยากเห็นของจริงเขาก็จะพาน้องไปดู ไม่เห็นจะล่อลวงตรงไหน เรื่องจริงทั้งนั้น
“มึงทำได้ยังไงวะโจวหมี่ ไปทำยังไงเฮนรี่ถึงยอมตามไปบ้านด้วย”
“ไม่ได้ทำอะไร กูก็แค่ชวนเฉยๆ”
คยูฮยอนกับซีวอนสบตากันโดยไม่ได้นัดหมาย ไม่ได้การณ์แล้ว โจวหมี่เพิ่งพบกับน้องเฮนรี่ไม่นาน เริ่มตำนานรักช้ากว่าคยูฮยอนและซีวอน มีภาษีว่าจะได้แอ้มเด็กน้อยกว่าใครเพื่อน แต่วันนี้...แค่ไม่กี่นาที ไอ้หน้าหยกมันสามารถกรุยทางรักของตัวเองจนมองเห็นธงชัยแห่งเซเมะสะบัดอยู่ลิบๆ ดีไม่ดี ถ้ามันใจกล้าหน้าด้านอีกนิด คืนพรุ่งนี้น้องเฮนรี่อาจจะ.....
“ซีวอน มึงคิดไหมว่ามึงควรจะชวนพี่ฮันให้นอนค้างที่บ้านเค้า”
“อืม แล้วมึงก็ควรจะกลับโรงแรมกับทงเฮแค่สองคนใช่ไหม......” ซีวอนย่นคิ้วชนกัน พยักหน้ารับแบบไม่เสียเวลาตรึกตรอง เสียงทุ้มที่เอ่ยออกมาเจือความเคร่งเครียดจนโจวหมี่ต้องผงกศีรษะขึ้นมามองคู่สนทนาทั้งสอง ปรึกษากันเรื่องที่หลับที่นอน...แล้วมันจะเครียดไปไหน
“เรื่องรยออุคไม่ต้องเป็นห่วง รายนั้นไม่สนใจใครนอกจากคุยโทรศัพท์ทางไกล ตกลงตามนี้นะ”
“ตกลง”
“ฮัลโหลๆ” ชายหนุ่มสายเลือดมังกรเพียงคนเดียวในห้องกรอกตามองเพื่อนรักสลับซ้ายขวาๆ “ตกลงพวกมึงจะบอกกูได้หรือยัง ว่าจะไปก่อการร้ายประเทศไหน”
คำตอบคืออาการตวัดตามองขวับ และน้ำเสียงห้วนห้าว ไม่สบอารมณ์
“มึงสมหวังแล้วหุบปากไปเลย!”
อ๊าววว .... ห่าน
แล้วกูจะรู้ไหมว่าเรื่องอะไร !
Fanismz ::: โปรดติดตามตอนต่อไป (เมื่อไหร่ก็ไม่รู้)
อย่าลืมไปจอง บันไดแดง (คยูเฮ) นะจ๊ะ หมดเขตอาทิตย์นี้แล้วนะ ^^