|
คลื่นสีฟ้าครามไหวระลอกไปตามจังหวะของดนตรี ยิ่งได้มองผ่านเกร็ดหิมะที่พร่างพรมลงมา ความงดงามของแซฟไฟล์บลูตรงหน้ายิ่งเป็นที่ประจักษ์ต่อสายตา ทั่วทั้งลานกว้างของสวนสาธารณะชานเมืองแน่นขนัดไปด้วยผู้คนนับหมื่นชีวิต นี่ไม่ใช่การแสดงครั้งแรกของเขา ไม่ใช่ครั้งแรกที่ได้ยืนร้องเพลงต่อหน้าสายตานับหมื่นคู่ แต่เพียงก้าวแรกที่เหยียบย่างขึ้นบนเวทีจนถึงนาทีนี้ คยูฮยอนรู้สึกเหมือนกำลังล่องลอยอยู่ในความฝัน
อินโทรเพลงดังแว่วหวาน กังวานแทรกไปตามสายหิมะที่โปรยปราย
อีกฟากของเวทีคือเจ้าของดวงตากลมโตที่เพิ่งละสายตาจากแฟนเพลงหันมามองเขา
คยูฮยอนกับซองมินกำลังจะร้องเพลงด้วยกันอีกครั้ง
ความสำเร็จสูงสุดของการจัดคอนเสิร์ตในสวน ไม่ใช่ กระแสความนิยมที่พุ่งขึ้นจนแทบทะลุเพดานตลาดหุ้น ไม่ใช่กลุ่มแฟนคลับที่เพิ่มขึ้นอีกนับเท่าตัว ไม่ใช่การที่สื่อแต่ละสำนักยอมกลืนน้ำลายตัวเองมางอนง้อขอทำข่าว และก็ไม่ใช่ตารางงานที่แน่นเอี๊ยดจนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน หากมันคือ การกลับมาของบรรยากาศแบบเดิมๆ ในบ้านพักหลังเล็กนั่นเอง
“รยออุค ทำอะไรอยู่”
เสียงใสติดจะห้าวร้องทักถามมาจากประตูห้องครัว ร่างเล็กบางของพ่อครัวมือใหม่หันมายิ้มตาหยี ใช้มีดปาดเนยชี้ลงตรงกองข้าวของบนโต๊ะ “ทำแซนวิชน่ะ พี่จองอุนบอกว่าหิว”
“อ้อ แหมะ เดี๋ยวนี้เอะอะอะไรก็พี่จองอุนนะ ไม่รักน้องแล้วหรือ”
“ทงเฮก็ว่าไปนะ เดี๋ยวใครมาได้ยินก็เข้าใจผิดหรอก”
“ใครจะมาเข้าใจผิด พ่อซาลาเปาของอุคกี้น่ะเหรอ” รยออุคทำเสียงประท้วงในคออย่างไม่จริงจังนัก สีหน้าติดจะเก้อแกมเขิน หากก็ไม่ได้เอ่ยหักล้างเสียงแซวของทงเฮสักคำ เจ้าปลาการ์ตูนโดดขึ้นนั่งบนโต๊ะใหญ่ ลากเอาจานผักมาเด็ดเล่น ปากก็ถามไป
“พี่จองอุนจะกินแซนวิชไส้อะไร”
“แฮมไข่ ใส่ผักด้วยนะ”
“ถึงว่าเตรียมผักไว้ยังกะจะเลี้ยงคนทั้งบริษัท นายทำเองเหอะ ขืนให้ฉันทำ พี่จองอุนจะกินไม่ลงเอาเปล่าๆ มีชีสเหลืออยู่ไหม ฉันทำแซนวิช แฮม ชีส ปูอัด น้ำพริกเผา ให้เด็กดำกินดีกว่า พ่อพระเอกเขาไม่ทานเผ็ด แบบนี้ต้องป้ายน้ำพริกเผาไปเยอะๆ เยอะๆ” เด็กดำที่กำลังก้าวตามเข้ามาเกือบจะสะดุดเท้าตัวเอง พอลับหลังก็จิกเรียกกันแบบนี้เลยนะ อีทงเฮ เพราะมัวแต่วุ่นวายกับการหั่นขอบขนมปังตามใจตัวเองทงเฮจึงไม่ได้เห็นร่างสูงที่เดินมาหยุดด้านหลัง กว่าจะรู้ตัวว่าแอบนินทาอีกฝ่ายให้เจ้าตัวเขาฟังก็โดนคิบอมแกล้งงับใบหูโชว์รยออุคไปเรียบร้อยโรงเรียนเด็กดำ
“ทำอะไร(วะ)”
“แสดงความรักไงครับ”
“บ้านนายสิ แสดงความรักโดยการกัดแบบนี้น่ะ โรคจิต” คิมคิบอมยิ้มจนตาเป็นรูปโค้ง
“ถ้าผมโรคจิตทงเฮก็ต้องเป็นเหมือนกัน เพราะทงเฮก็แสดงความรักโดยการทำร้ายร่างกายผมบ่อยๆ อย่าเถียงนะ เรื่องนี้ทุกคนในบ้านเป็นพยานได้ จริงไหมรยออุค” รยออุคทำได้ดีที่สุดแค่หัวเราะกลบเกลื่อน คิบอมล็อคคอทงเฮมาเปิดเผยความสัมพันธ์กับคนในบ้านได้ระยะหนึ่งแล้ว แต่ดูเหมือนว่าอีทงเฮก็ยังรักษาระดับความห้าวได้อย่างคงเส้นคงวา ที่สำคัญแม้แต่ต่อหน้าคิมคิบอม อีทงเฮก็ยังไม่เคยละเลยที่จะหาเศษหาเลยกับกระต่ายอ้วนตัวนิ่มเลยสักครั้ง ดูอย่างตอนนี้สิ....
“ฟักทองน้อย” แทบจะผลักหน้าคิบอมจนหงายหลังเมื่อสายตาเห็นร่างขาวจัดเดินยิ้มกริ่มเข้ามาในห้องครัว ทงเฮทิ้งแซนวิชของเด็กดำไว้ โดดเข้าไปหาซองมินราวกับเด็กเจอของเล่นถูกใจ
“โอ๊ย เบาๆ สิ ทงเฮ โกนหนวดโกนเคราบ้างไหมเนี่ย” ของเล่นของทงเฮประท้วงหน้ามุ่ยเมื่อถูกโถมเข้ากอดรัดแถมยังฟัดจนแก้มแดงไปเป็นแถบ ทงเฮหัวเราะเอิ๊กอ๊าก ยิ่งซองมินดิ้นรนปัดป้องเท่าไหร่ทงเฮยิ่งสนุกที่จะเอาตัวเข้าไปนัวเนีย ปลาการ์ตูนปาดป่ายมือไปทั่วตัวกระต่ายซองมิน เมื่อเล่นจนสมใจแล้วก็ทักอย่างคนช่างสังเกตว่า....
“ซองมินผอมลงหรือเปล่า กอดไม่นุ่มเหมือนทุกทีเลย”
“เกินไป เมื่อวานทงเฮก็กอดเรายังไม่เห็นพูดอะไร มาวันนี้บอกว่าผอม คนเราจะอ้วนจะผอมได้ภายในวันเดียวเลยเหรอ” ทงเฮยิ้มกว้าง โคลงหัวด๊อกแด๊กๆ พลางกรอกตาไปมา .... ตั้งท่าจะล้ออีกแน่ๆ
“ก็นึกว่าตรอมใจ”
เหอะ ผิดจากที่คิดเสียเมื่อไหร่ล่ะ
ซองมินทำปากยื่น เดินเข้าไปเมียงมองข้าวของเครื่องใช้บนโต๊ะแล้วก็ลงมือช่วยรยออุคโดยไม่ต้องเสียเวลาถาม แม้จะมีคิมคิบอมนั่งหน้าหล่อเป็นเทพประจำตัวอยู่แต่อีทงเฮก็ยังไม่สนใจ เดินหน้าตอแยซองมินต่อไป
“มักเน่มันไม่ส่งข่าวมาเลยเหรอซองมิน”
“ไม่นี่ ทำไมต้องส่งมาล่ะ ตอนจะไปยังไม่บอกสักคำ คิดว่าไปแล้วเค้าจะบอกเราหรือทงเฮ” ทงเฮร้องโอ๋ๆ เหมือนกำลังปลอบเด็ก พอเห็นซองมินตวัดตามองมาเหมือนจะเคืองแล้วเท่านั้น ปลาน้อยก็ยิ้มเรี่ยราด คราวนี้เมื่อถูกคิบอมลากตัวให้ไปช่วยต่อบท ปลาจอมห้าวก็ยอมตามไปแต่โดยดี
“คยูฮยอน...” รยออุคหยั่งเชิงด้วยการเอ่ยชื่อขึ้นมาก่อน เมื่อเห็นซองมินเอาแต่แบ่งชีสวางบนแผ่นขนมปัง ไม่ได้ทักท้วงหรือแสดงอาการไม่พอใจ รยออุคจึงพูดต่อไปด้วยน้ำเสียงอ่อนๆ “...คงสบายดีเนาะ”
อยู่กันสองคน แม้จะไม่อยากพูดถึง ไม่อยากคิดถึงแค่ไหน แต่เมื่ออีกฝ่ายถามมาซองมินก็จำใจต้องพูดด้วยอย่างเลี่ยงไม่ได้ “ไม่รู้สิ เจ้าตัวตัดสินใจที่จะไปเอง เค้าก็คงมีความสุขกับทางที่เลือก พวกเรามันแค่คนนอก แค่เคยเป็นเพื่อน คงได้แต่หวังให้หมอนั่นมีความสุขจริงๆ เสียที”
“ซองมิน ยังไม่หายโกรธคยูฮยอนอีกหรือ”
“เราไม่ได้โกรธ”
“แต่ดูเหมือนซองมินไม่ค่อยอยากพูดถึงคยูฮยอนเท่าไหร่เลย”
“ไม่ใช่ไม่อยากหรอก แต่ไม่รู้ว่าจะพูดเรื่องอะไรดี มัน.....พูดยาก” รยออุคระบายลมหายใจยืดยาว เลือกนั่งลงตรงข้ามซองมินในโต๊ะเดียวกัน
“ไม่รู้ว่าตอนนี้ไปอยู่ที่ไหน ยังไง หลังจากวันนั้นแล้วก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย โทรมาบอกพี่ซึงฮวานแค่ครั้งเดียวว่าสบายดี จากนั้นก็เงียบกริบ คิดแล้วก็ใจหายนะ คนเคยอยู่บ้านเดียวกัน กิน นอน ทำงานด้วยกัน เคยทั้งหัวเราะ ร้องไห้ด้วยกัน ผูกพันยิ่งกว่าพี่น้อง พอตื่นมาอีกวันก็มองหากันไม่เจออีกแล้ว ไม่คิดเลยว่าเรื่องมันจะจบแบบนี้” ยิ่งรยออุคพูด ซองมินก็ยิ่งแน่นในอก เด็กหนุ่มเลี่ยงไปเปิดตู้เย็นมองหาน้ำผลไม้รสที่ชอบมาเทใส่แก้วดื่มเพื่อดับความปั่นป่วนในอกเช่นทุกครั้งที่มีคนพูดถึงเรื่องใครคนนั้น ซองมินคว่ำแก้วน้ำไว้ในอ่างล้างจาน เสียงรยออุคยังดังไม่หยุด
“พี่ฮีชอลกับพี่อีทึกดูจะรักคยูฮยอนมากเมื่อวันก่อนยังเผลอบอกฉันให้แบ่งกับข้าวไว้ให้น้อง กว่าจะรู้ตัวว่าพูดถึงคนที่ไม่อยู่กับเรามาหลายเดือนแล้วก็เล่นเอาตื้อคอขึ้นมาทั้งโต๊ะ พี่จองอุนยิ่งแล้วใหญ่ บางทียังเผลอเรียกหาคยูฮยอน ร่ำๆ จะถามเรื่องเพลงพอนึกได้ก็เงียบไปอีกคน ทุกคนเหมือนมีความสุขแต่ก็ไม่สุขอย่างที่สุด ฉันแน่ใจนะว่าในใจทุกคนกำลังทรมานอยู่น่ะ มันน่าแปลกนะ ก่อนหน้านี้พวกเราก็อยู่กันดี มีสิบสองคนก็ล้มลุกคลุกคลานด้วยกันสิบสองคน แค่คยูฮยอนเข้ามาแล้วก็ออกไป พวกเราก็แค่กลับไปใช้ชีวิตเหมือนก่อนที่เจ้าเด็กนั่นจะเข้ามา แต่ทำไม มันถึงยากแบบนี้”
นั่นสินะ แค่กลับไปใช้ชีวิตเหมือนเดิม ทำไมมันถึงได้ยากนัก
ไม่ว่าจะพยายามยิ้ม พยายามหัวเราะ พยายามมีความสุขมากเท่าไหร่ ความทุกข์ตรมในใจมันก็ยิ่งรุนแรงขึ้นมากเป็นเท่าตัว ซองมินไม่เคยคิดเลยว่าความทรมานของคนที่จากกันทั้งที่ยังมีคำว่ารักอยู่เต็มอกมันจะกัดกินใจได้อย่างสาหัสถึงเพียงนี้
การตัดสินใจของโจคยูฮยอนสร้างความตกใจให้กับคนรอบตัวไม่เว้นแม้แต่ซองมินเอง ทั้งที่มั่นใจว่าอีกฝ่ายเปิดใจให้พี่น้องบ้างแล้ว แต่การเลือกที่จะหันหลังให้กับวงการบันเทิงโดยไม่มีการปรึกษาใครก่อนบอกได้ดีว่าคยูฮยอนก็ยังคงเป็นคยูฮยอนที่ไม่ว่าใครก็เดาใจไม่ได้คนเดิม หลังจากงานคอนเสิร์ตเพียงไม่กี่วันคยูฮยอนก็บอกเรื่องนี้กับสมาชิกคนอื่นกลางห้องนั่งเล่น ซองมินจำได้ว่าเขาพูดอะไรไม่ออกสักคำ ขณะที่หลายคนพยายามหว่านล้อมให้น้องเล็กทบทวนให้ดีอีกครั้ง อีกหลายคนประกาศชัดเจนว่าไม่อนุญาตให้ไปแม้ว่าจะไม่มีสิทธิ์หน่วงเหนี่ยวน้องสิบสามเอาไว้ก็ตาม แต่ไม่ว่าใครจะพูดอย่างไร โจคยูฮยอนก็เพียงแค่ยิ้มบางๆ ปล่อยให้ทุกคนพูดจนพอใจแล้วจึงเอ่ยทั้งที่ยิ้มไม่จางว่า เขาจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว การบอกลาทุกคนในค่ำคืนนั้นคือสิ่งสุดท้ายที่เขาต้องทำ
‘ผมรู้ว่ามันเห็นแก่ตัวแล้วก็เอาแต่ใจที่เพิ่งมาบอกทุกคนตอนนี้ แต่มันคือสิ่งที่ยากที่สุดสำหรับผมจริงๆ ‘
ไม่มีใครห้ามคยูฮยอนได้ แววตาคู่นั้นประกาศชัดว่าการตัดสินใจของเขาจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง ความตั้งใจจริงที่แสดงออกทำให้ทุกคนจำใจต้องยอมรับแบบไม่เต็มใจสักนิด แต่เมื่อทางต้นสังกัดยังไม่อาจคัดค้านได้ พวกเขาก็คงไม่มีสิทธิ์ยื้อ
ซองมินไม่อยากทำตัวให้แปลกแยกหรือแสดงอาการจนเกินหน้าเกินตา แม้ทุกคนจะคาดหวังว่าซองมินอาจจะเปลี่ยนใจคยูฮยอนได้ แต่ซองมินก็ไม่ได้ทำ กระต่ายน้อยเพียงแค่รับฟังอย่างสงบจนถึงเวลาที่ทุกคนแยกย้ายกันเข้านอนบ้างออกไปข้างนอกบ้าง ซองมินจึงปลีกตัวออกไปนั่งเล่นในสวนหลังบ้าน ความสงบของซองมินถูกรบกวนอย่างอุกอาจด้วยเด็กผู้ชายที่อ่อนวัยกว่าเขาสองปีแต่ไม่เคยทำให้ซองมินรู้สึกถึงคำว่าพี่ได้เลยทุกครั้งที่อยู่ใกล้กัน ซองมินอยากเดินหนี...แต่มันคงไม่ใช่วิธีที่จะทำให้ใจซองมินสงบลงได้จึงนั่งเงียบอยู่ที่เดิม ฟังเสียงฝีเท้าคยูฮยอนย่ำเข้ามาใกล้
“ยังไม่นอนอีกหรือ”
“.....................” ซองมินไม่ตอบ คยูฮยอนนั่งลงข้างๆ
“อีซองมิน ถามทำไมไม่ตอบ”
“ก็เห็นอยู่”
“แล้วทำไมยังไม่นอน”
“ต้องมีเหตุผลด้วยหรือไง การที่คนเราจะทำอะไรสักอย่าง แค่พอใจจะทำมันไม่พอหรือ....” เหมือนนายไงล่ะ พอใจจะมาก็มา พอใจจะไปนายก็ไป ไม่ว่าใครจะทัดทานอย่างไร นายก็ไม่เคยสนใจ ไม่เคยแคร์ ถ้าฉันจะทำแบบนายบ้างมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกจนต้องมาถามกันไม่ใช่หรือโจคยูฮยอน
“นายคงโกรธฉันเรื่อง...”
“ฉันไม่ได้โกรธ จะเรื่องอะไรฉันก็ไม่มีสิทธิ์โกรธนาย”
“อืม มันก็ใช่นะ เรื่องของฉัน ชีวิตของฉัน ฉันพอใจจะทำยังไงก็ได้ ที่สำคัญคราวนี้ฉันไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนด้วย เพราะฉะนั้นถึงนายจะไม่เห็นด้วย นายก็จะมาโกรธฉันไม่ได้” เพิ่งจะลุกหนีมายืนได้ไม่ถึงสามวินาทีแต่ก็ต้องหันกลับไปจ้องตาคนนิสัยเสียอีกครั้งจนได้ อีซองมินกัดปากจนเจ็บ ดวงตากลมโตวาววับด้วยความเคืองขุ่น ขณะที่คนตัวสูงกลับทิ้งตัวลงพิงพนักชิงช้า จุดบุหรี่สูบสบายอารมณ์
“นายต้องการจะพูดแค่นี้ใช่ไหม พูดจบแล้วก็เชิญ มาทางไหนเชิญกลับไปทางนั้น ฉันอยากอยู่คนเดียว”
“เท่าที่ฉันรู้ตรงนี้เป็นที่ส่วนกลางไม่ใช่ที่ส่วนบุคคล”
“ได้ ถ้าอย่างนั้นก็เชิญนายครอบครองพื้นที่ส่วนกลางตามสบาย” ซองมินหนีไปได้ไม่ไกลหรอก เจ้าของใบหน้าหล่อร้ายนั่นตามติดมายื้อยุดให้ซองมินยิ่งโมโหจนน้ำตาคลอ เขาเบือนหน้าหนีคยูฮยอนก็แกล้งยื่นหน้าเข้ามาให้เห็น สุดท้ายก็ถึงกับบีบคางซองมินล็อคไว้ซึ่งๆ หน้า
“ปล่อย”
“ไม่”
“ฉันเจ็บ”
“ออกอาการขนาดนี้แล้วยังว่าไม่โกรธอีก”
ศักดิ์ศรีความแมนบวกความเป็นพี่ถูกไอ้เด็กรุ่นน้องมันลบหลู่เอาจนซองมินเดือด อยากต่อยมุมปากเจ้าเล่ห์ที่ยกยิ้มร้ายให้เลือดซึมดูสักตั้ง แต่ติดที่ระยะห่างมันไม่เอื้ออำนวย ด้านหน้าโดนร่างสูงเพรียวกักไว้ ด้านหลังก็ติดผนังของบ้าน ความเย็นแล่นจับไปทั้งมือและขาพาให้หนักเหมือนหิน จะเคลื่อนไหวก็ไม่สะดวกต้องมายืนทำหน้ายักษ์ตาเขียวตอบโต้มันแบบนี้ และเพราะเหตุผลทุกข้อที่พูดมานั่นแหละ ซองมินถึงหนีไม่ได้เมื่อคยูฮยอนโน้มใบหน้าลงมาหา
“โจคยูฮยอน อย่ามาบ้านะ คนอยู่เต็มบ้านนายไม่เห็นหรือไง” ซองมินคงห้ามช้าไป เพราะระยะที่ริมฝีปากสองคู่คลอเคลียกันอยู่แบบนี้ เมื่อเกิดการขยับของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแทนที่จะเกิดการผลักออกห่างมันจะกลายเป็นยิ่งดึงดูดให้อีกฝ่ายอยากมากขึ้นแทน เพราะฉะนั้น เมื่อคยูฮยอนจะพูดไปอีกเรื่อง คยูฮยอนก็โทษว่ามันเป็นความผิดของซองมินที่ดันไม่รู้เหนือรู้ใต้มายั่วเค้าก่อน
“จูบตอนโกรธได้ไหม....”
“ไม่ได้!”
“งั้นจูบล่ะนะ”
แล้วจะขอทำบ้าอะไร ขอแล้วไม่ฟังกันแบบนี้ ทีหน้าทีหลังซองมินจะตีเข่าให้จุกไปสามชาติเลย ! เป็นคำบริภาษที่ดังเฉพาะในใจคนตัวเล็กกว่า และคยูฮยอนก็คงไม่รู้ว่าซองมินคิดแบบนั้นเพราะเพียงไม่นานที่ร่างสูงแนบริมฝีปากร้อนจัดลงมา เบี่ยงหน้าหาองศาให้กลีบปากกระชับกันดูดดื่มมากขึ้น เรียวลิ้นเล็กก็ตอบรับการรุกรานของคยูฮยอนจนชายหนุ่มได้ยินเสียงครางของความพอใจดังขึ้นพร้อมๆ กันตอนที่เขาตัดใจถอนปลายลิ้นจากความหวานละมุนนั้น จูบยาวนานและหวานจัดทำให้ดวงหน้าและแววตาของใครบางคนอ่อนเชื่อม เป็นประกายตามไปด้วย แต่มันก็ชัดเจนจนซองมินแข็งใจโกรธต่อไปไม่ไหว ก็ไม่ใช่เพราะแววตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกแบบนี้น่ะหรือที่ทำให้ซองมินใจอ่อนครั้งแล้วครั้งเล่าและสุดท้ายก็เผลอใจเทหน้าตักให้เด็กร้ายกาจไปจนหมดน่ะ คยูฮยอนที่ฉลาดใช้สายตาบังคับแกมเว้าวอนขอเฉพาะเวลาที่อยู่ด้วยกันตามลำพังเท่านั้น
“ฉันจะไปแล้วนะ ไม่อยากให้เราแยกกันทั้งที่ไม่เข้าใจแบบนี้”
“ไม่ว่ายังไง นายก็จะไปใช่ไหม”
“ฉันต้องไป” แม้จะรู้ว่าห้ามไม่ได้ แต่การได้ฟังอีกฝ่ายยืนยันหนักแน่นต่อหน้าเช่นนี้มันก็ทำให้ซองมินรู้สึกโหวงในอกไม่แพ้ตอนที่รู้ข่าว เสียงที่เอ่ยกับคยูฮยอนจึงแหบสั่นด้วยความสะเทือนใจ
“ทำไมต้องไป เพราะเรื่องคุณพ่อของนายหรือ ทำไมล่ะ ท่านทำอะไรพวกเราไม่ได้แล้วนี่ นายก็เห็นว่าพวกเรากลับมาทำงานได้เหมือนเดิม ไม่ใช่แค่ฝ่ายนั้นที่มีอำนาจกดดันสื่อได้ เราเองก็มี หรือนายกังวลเรื่องความรู้สึกของพวกเรา ทุกคนเข้าใจนายนะคยูฮยอน ไม่มีใครโกรธนายแล้ว...”
“ไม่เกี่ยวกับคนอื่นหรอก ฉันไปเพราะฉันต้องการไปเอง”
“ก็แล้วทำไมต้องไปล่ะ”
“เพราะฉันต้องไป การมาของฉันในครั้งนี้มันแฝงไปด้วยเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ มันนำความยุ่งยาก เดือดร้อนมาให้พวกนาย ทุกคนอาจจะให้อภัยแต่ฉันให้อภัยตัวเองไม่ได้ซองมิน ฉันไม่อยากติดอยู่ในกรอบของโจคยูฮยอนที่หลอกลวงทุกคนไปตลอดชีวิต เข้าใจฉันเถอะนะ”
“เหตุผลนายมันบ้า สุดท้ายนายก็สนใจแต่ความรู้สึกตัวเอง คนเห็นแก่ตัว ทำอะไรไม่สนใจคนอื่น” หากอีซองมินพูดประโยคเหล่านี้ตอนช่วงแรกที่รู้จักกัน คยูฮยอนมั่นใจว่านิสัยเลวร้ายในสันดานเขาคงไม่ปล่อยอีกฝ่ายให้ยืนเม้มปาก หน้าบึ้งให้คยูฮยอนใจสั่นอย่างตอนนี้เป็นแน่ โทษสถานเบาที่สุดของการหลอกด่าเขา คงถูกเค้นคอสวยๆ นี่เป็นอย่างต่ำล่ะ หากวันนี้คยูฮยอนตอบแทนคำค่อนขอดนั้นด้วยการวางคางลงกลางหน้าผากขาว กดปลายคางย้ำๆ แล้วก็กอดร่างนุ่มนิ่มไว้หลวมๆ
“ฉันดีใจที่นายเข้าใจ”
“ฉันไม่เข้าใจอะไรเลยคยูฮยอน ฉัน...ไม่เข้าใจสักนิด”
.
.
.
จนถึงตอนนี้
คยูฮยอนออกจากบ้านไปนานกว่าครึ่งปีแล้ว ไม่มีแม้แต่ข้อความส่งมาให้รู้ข่าวคราว ซองมินคิดเอาเองว่าหลังจากคืนนั้นแล้วคยูฮยอนจะใช้เวลาอยู่กับพวกเขาอีกสักพักก่อนจะย้ายออก ใครจะคิดว่าตื่นเช้ามาซองมินจะพบกับความว่างเปล่าอย่างรวดเร็วปานนั้น รยออุคน้ำตาคลอ ทงเฮกับฮยอกแจโวยวายอาละวาด และที่เหลือก็บ่นด้วยความใจหายไปตามประสา มีเพียงอีทึก ฮีชอลและคังอินเท่านั้นที่ทันได้ตื่นขึ้นมาส่งน้องสิบสามออกจากบ้าน ทุกคนต่างนึกเดากันไปว่าซองมินจะต้องเป็นคนแรกที่ได้รับการติดต่อจากน้องเล็กแต่ทุกคนก็คาดผิด พี่ซึงฮวานต่างหากล่ะที่คยูฮยอนเลือก บางครั้งหากใจว่างจากงานและมีโอกาสได้ปล่อยให้ความคิดล่องลอย ซองมินก็อดคิดไม่ได้ว่า...คยูฮยอนอาจลืมซองมินไปแล้ว
ถ้ายังไม่ลืมก็คงตั้งใจให้ต่างฝ่ายต่างลืมกันไป
ไม่มีวาจาผูกพัน เขาทั้งสองจากกันด้วยคำว่า –จบ- ทั้งที่ไม่ได้เอ่ยมันออกมา ไม่สัญญา ไม่สาบาน ไม่มีถ้อยคำใดที่แสดงการยึดเหนี่ยวอีกฝ่ายไว้กับคำว่ารอ คยูฮยอนเพียงแค่บอกออกมาตรงๆว่า
‘ความหวังมันจะทำให้มนุษย์เราทุกข์และทรมาน....ฉันไม่อยากให้นายเป็นแบบนั้นซองมิน....’
แค่นั้นจริงๆ
- - - - - -
|
|
|
วันเวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า
หลังจากการประกาศพักงานของสมาชิกคนล่าสุดผ่านไปร่วมปี ซุปเปอร์จูเนียร์ก็มีกำหนดจะออกอัลบั้มเต็มชุดที่สองในช่วงต้นฤดูหนาวปีนี้ การเตรียมงานเป็นไปตามขั้นตอนและกำหนดให้ปิดมากเงียบมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แผนการทำงานถูกระบุล่วงหน้ามาครึ่งปี ยิ่งใกล้เวลาที่ต้องเร่งทำงานเต็มรูปแบบ ตารางงานก็ยิ่งขยับเบียดกันมากขึ้น ซองมินและคนอื่นๆ ถูกเทรนด์หนักทั้งเรื่องเต้น เรื่องร้อง ประสบการณ์ที่ได้รับจากการฝึกแบบเข้มงวดจากคยูฮยอนทำให้ซองมินไม่ลำบากเรื่องการร้องเพลงมากนัก เวลาส่วนใหญ่ของกระต่ายน้อยจึงหมดไปกับการซ้อมเต้น การเตรียมงานผ่านมาถึงโค้งสุดท้ายคือการเลือกสถานที่ถ่ายทำมิวสิควิดีโอโปรโมทตัวแรก มติในที่ประชุมลงความเห็นว่าคราวนี้พวกเขาจะเดินทางไปเก็บภาพเอ็มวีโปรโมทถึงประเทศญี่ปุ่น
“อ๊า อากาศบริสุทธิ์ ทุ่งดอกไม้ ของอร่อยๆ ฉันมาหาพวกเธอแล้ว”
ทงเฮร้องร่าขณะกางแขนกางขาวิ่งลงจากรถตู้ที่ไปรับมาจากสนามบิน ร่างเล็กสวมกางเกงขายาวเนื้อหนาห่มเนื้อตัวด้วยเสื้อแขนยาวเลยปลายนิ้วแล้วเสื้อไหมพรมแบบบาง อากาศยังอยู่ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงความหนาวเย็นยังไม่ทันเข้าปกคลุมเมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่น รอบตัวจึงเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่เล็กที่อวดกิ่งก้านสาขาสะบัดใบไม้หลากสีโชว์ทั่วทุกหัวมุมเมืองที่พวกเขาเดินทางผ่านมา เมืองทั้งเมืองดุจจะถูกย้อมไปด้วยสีส้มและน้ำตาล แม้แต่เครื่องแต่งกายของผู้คนก็ดูจะเลือกสีสันที่กลืนเข้ากับธรรมชาติได้อย่างลงตัว
ซองมินสูดกลิ่นหอมของดินและหญ้าจนเต็มปอด ร่างขาวจัดแต่งตัวคล้ายทงเฮ
เพียงแต่มีหมวกไหมพรมสีชมพูใบใหญ่ครอบเรือนผมสีดำสนิทเอาไว้จนมิด ปิดเลยคิ้วลงมาถึงดวงตากลมโต ปากอิ่มเป็นสีระเรื่อเมื่อเจอกับอากาศเย็นของประเทศเพื่อนบ้าน หากกระนั้นยังมีรอยยิ้มอ่อนหวานให้คนรอบข้างได้ชื่นใจดังเดิม
“อากาศดีกว่าบ้านเราอีกเนาะ”
“แหงล่ะ ก็นี่มันไม่ใช่เมืองหลวงเหมือนโซลที่เราอยู่ทุกวันนี่นา แถวนี้มันย่านเมืองเก่า เค้าต้องอนุรักษ์ของเก่าเอาไว้ไม่ให้ความเจริญรุกเข้ามามากเกิน ฉันว่าไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว เราทิ้งพี่จองซูไว้ที่นี่เถอะ ดูเข้ากั๊น เข้ากัน” ทงเฮว่าแล้วก็ต้องวิ่งหลบเมื่อหัวหน้าหนุ่มหล่อเหวี่ยงปลายเท้าเฉียดหน้าแข้งเข้าให้
“ทิ้งพี่ไว้ที่นี่แล้วใครจะเป็นลีดเดอร์ให้พวกนาย อีทงเฮ”
“ใครก็ได้ พี่ฮีชอลไงครับ อาวุโสรองลงมา” เจ้าปลาน้อยฉลาดเลี่ยงใช้คำว่าแก่ให้แสลงใจพี่ชายหน้าสวยตาดุที่กำลังยืดกอดอก กระตุกยิ้มฟังอยู่ข้างๆ อีทึกที่กำลังฉีกยิ้มตาหยี มั่นใจ
“เสียใจด้วย เพราะถ้าพี่อยู่ ฮีชอลก็ต้องอยู่กับพี่ จริงไหม...”
“เสียใจด้วย ฉันยังมีแมวต้องให้ข้าวให้น้ำที่เกาหลี คงอยู่เป็นเพื่อนนายไม่ได้หรอกจองซู”
“ฮีชอลอ่า....”
การเริ่มต้นทริปทำงานด้วยเสียงหัวเราะช่วยให้บรรยากาศเฮฮาและผ่อนคลายความเมื่อยซึมจากการเดินทางได้ดี กระนั้นนอกจากถ่ายแบบเก็บภาพและให้สัมภาษณ์เล็กๆ น้อยๆ ระหว่างการเดินทางไปออนเซ็นที่พักแล้วก็ไม่มีงานอื่นในตารางของวันนี้อีก ทงเฮประกาศลั่นว่าจะขอนอนห้องเดียวกันซองมินแม้คนอื่นๆ จะทักท้วงว่าได้มาเที่ยวต่างประเทศแถมอยู่ในเมืองที่บรรยากาศโรแมนติกแบบเกียวโตทั้งทีทำไมไม่พักห้องเดียวกับคิบอม อีทงเฮก็ไม่สนใจลากแขนซองมินตรงแน่วเข้าห้องของตัวเองแต่ก็ไม่ลืมหันมายักคิ้วให้พระเอกหน้าเข้มหนึ่งที คิมคิบอมส่ายหัวแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ ก็เพราะเป็นแบบนี้แหละ คิบอมถึงไปไหนไม่รอดสักที เพราะอีทงเฮน่ารักแบบนี้ยังไงล่ะ
หลังจากชวนให้ออกมาเดินสำรวจโรงแรมที่พักด้วยกันอยู่เกือบสิบรอบแล้วได้รับการปฏิเสธกลับมาทั้งสิบรอบ ซองมินจึงปล่อยให้ทงเฮตื่นเต้นกับชุดยูคาตะและบ่อน้ำร้อนส่วนตัวหลังห้องพักแบบญี่ปุ่นโบราณเต็มที่ พอคิบอมเลื่อนบานประตูยื่นหน้าเข้ามา กระต่ายน้อยจึงเลี่ยงออกมาสูดอากาศบริสุทธิ์นอกห้องพักเพียงลำพัง เท้าเล็กในรองเท้าแตะแบบสานเหยียบไปตามแผ่นหินที่ปูเรียงเข้าไปในสวนสวย ซองมินกระชับเสื้อคลุมตัวนอกเข้ากับไหล่ เนื้อผ้ายูคาตะสีน้ำเงินเข้มหนาพอที่จะกันความเย็นในห้องได้แต่เมื่อออกมาโดนลมข้างนอกก็ต้องพึงเสื้อคลุมสีอ่อนอีกชั้น พวกเขาใช้เวลาในการทำงานตลอดการเดินทางและจัดการที่พักอีกร่วมชั่วโมง กว่าทุกอย่างจะเข้าสู่ความสงบอีกครั้งดวงตะวันสีส้มทองก็บอกลาท้องฟ้าไปได้พักใหญ่แล้ว ยิ่งใกล้ฤดูหนาวพระอาทิตย์ยิ่งตกดินเร็ว กลางคืนยิ่งยาวนานและหนาวเหน็บ ทรมานเจียนจะขาดใจ
ความวูบโหวงในใจแล่นเข้าทำร้ายได้ดีอีกเช่นเคย ทุกครั้งที่ได้อยู่คนเดียว ความคิดมันมักจะล่องลอยไปหาวันวาน ภาพในอดีตทั้งดีทั้งร้าย เหตุการณ์ที่เคยผ่านพบ แม้เมื่อครั้งนั้นมันเคยทำให้เจ็บและเสียใจเจียนคลั่งหากเมื่อได้มองย้อนกลับไปมันกลับกลายเป็นสิ่งมีค่าที่หล่อเลี้ยงหัวใจดวงหนึ่งไม่ให้แห้งตายไปกับความโดดเดี่ยวและสิ้นหวัง ซองมินระบายลมหายใจไปกับสายลมของฤดูใบไม้เปลี่ยนสี แตะรองเท้าไปตามทางเดินที่ลดเลี้ยวแล้วก็ต้องชะงักเมื่อเจอกับคนกลุ่มเล็กๆ ที่ยืนคุยกันอยู่
พี่ซึงฮวาน พี่จองซู พี่ฮีชอล
“ห้องหับมีตั้งเยอะทำไมไม่คุยนะ ตากลมคุยกันแบบนี้ทั้งเมื่อยทั้งหนาว ไม่เข้าใจคนแก่เลยจริงๆ” ที่ไม่เข้าใจเพราะว่าทั้งสามคนคุยกันด้วยสีหน้าและท่าทางจริงจังมากเกินกว่าจะเป็นเรื่องสัพเพเหระทั่วไป อาจจะเป็นเรื่องงานซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นนั่งคุยกันในห้องอุ่นๆ มันน่าจะดีกว่ามาเปิดประชุมกันกลางสวนแบบนี้ แล้วซองมินก็ต้องแปลกใจอีกต่อเมื่อการปรากฏตัวของเขาก่ออาการคล้ายๆ สะดุ้งให้กับพี่ชายทั้งสามโดยพร้อมเพรียง
“ซองมิน จัดของเสร็จแล้วหรือ”
“ครับ คุยอะไรกันอยู่หรือครับพี่ ท่าทางซีเรียสน่าดู”
“เรื่องงานวันพรุ่งนี้น่ะ แต่เรียบร้อยแล้วล่ะ พี่ขอไปอาบน้ำก่อนนะ อากาศชักจะเย็นลงทุกที” ผู้จัดการมือโปรตบไหล่ซองมินแล้วก็ทิ้งให้กระต่ายน้อยอยู่กับพี่ใหญ่และพี่รอง ปาร์คจองซูยิ้มหวานโชว์ฟันขาว คล้องคอซองมินให้ออกเดิน ปากก็ชวนคุยไปไม่สะดุด
“ทำไมออกมาคนเดียว ทงเฮล่ะ”
“อยู่กับคิบอมครับ บอกว่าจะลงแช่น้ำร้อนหลังห้องกัน ผมเลยไม่อยากอยู่เกะกะ”
“คิดมาก ทงเฮอาจจะอยากอาบน้ำแร่กับซองมินมากกว่าคิบอมก็ได้” แต่คิบอมคงไม่คิดแบบนั้นแน่นอน ซองมินเปรยในใจ ยิ้มบางให้พี่ชายทั้งสอง
“ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมเข้าใจ คนรักกันก็ต้องอยากอยู่ด้วยกันเป็นธรรมดาอยู่แล้ว ทงเฮนั่นแหละดื้อ ชอบน้องเค้าขนาดนั้นยังปากแข็ง โชคดีแค่ไหนแล้วที่คิบอมเป็นคนยอมอ่อนให้ ได้มาเปลี่ยนบรรยากาศถึงเกียวโตแบบนี้ถ้าต่างคนต่างทำงานแล้วก็เกาะติดเพื่อนมันก็น่าเสียดายใช่ไหมล่ะครับ” คู่เพื่อนสนิทแถวนั้นไม่ตอบเป็นคำถามหากเปลี่ยนมันเป็นเสียงหัวเราะของอีทึกและอาการเม้มปากซ่อนยิ้มของคิมฮีชอลแทน ชายหนุ่มร่างสูงลูบเรือนผมดกดำอย่างรักใคร่ น้องชายตัวกลมของเขา อีซองมินที่เคยวิ่งเล่น โหวกเหวก โวยวายกับฮยอกแจและทงเฮเหมือนเด็กน้อยเมื่อปีก่อน เปลี่ยนไปได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ
ซองมินเติบโตขึ้น ท่าทางที่แสดงออกนิ่ง สงบ บวกกับนิสัยเดิมที่เป็นคนจิตใจอ่อนโยน พูดจาน่ารักอ่อนหวาน หลอมรวมให้ซองมินกลายเป็นคนใหม่ที่เข้มแข็งทั้งรูปลักษณ์ภายนอกและหัวใจจนเขาไม่นึกห่วงอีกต่อไป ปาร์คจองซูมั่นใจว่าไม่ว่าปัญหาหรืออุปสรรคใดก็ไม่สามารถทำให้เด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างเขาในวันนี้ล้มเหลวได้แน่นอน หรือมันจะถึงเวลาแล้วที่เขาควรจะบอกความจริงกับน้อง เมื่อซองมินตั้งเสาหลักของตัวเองได้มั่นคงเช่นนี้แล้ว ไม่ว่าข่าวใดก็คงไม่ทำให้น้องชายของเขาเจ็บได้อีก
“นายโตขึ้นมากนะ ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้น” สมกับที่เป็นคนรู้ใจ คิมฮีชอลเอ่ยในสิ่งที่จองซูกำลังคิดไม่ผิดเพี้ยน
“แสดงว่าเมื่อก่อนพี่เห็นผมเป็นเด็กมากเลยสิครับ”
“ก็ดูสิ วันๆ เกาะกลุ่มกันอยู่กับฮยอกแจ ชินดง ทงเฮ แต่ละตัวสุขุมทั้งนั้น ว่างเป็นไม่ได้ต้องเล่นเกม ไม่ก็แย่งของกิน วิ่งไล่จับกัน” ซองมินหัวเราะเต็มเสียง เดินเคียงไปกับพี่ชายจนถึงซุ้มไม้เลื้อยที่ปกคลุมโครงไม้ตีเป็นรูปโค้ง เก้าอี้ไม้ตัวยาวสองฟากของซุ้มแคบถูกจับจองโดยคนทั้งสาม ฮีชอลเห็นจองซูทำท่าคล้ายจะพูดแต่ไม่พูดหลายครั้ง สุดท้ายแล้วเขาเองที่ทนไม่ได้ต้องทักเสียงขุ่น
“ปาร์คจองซู” อีทึกยิ้มจางๆ ให้เจ้าของดวงตาคู่โต ขยับเข้ามาหาซองมิน ถามเสียงนุ่ม
“ซองมิน ยังคิดถึงคยูฮยอนอยู่หรือเปล่า”
“......ทำไม.......” ทำไมพี่ถามแบบนี้ ถ้าผมเลิกคิดถึงเด็กคนนั้นได้ ผมจะมานั่งเจ็บปวดอยู่แบบนี้หรือพี่จองซู ดวงหน้าเนียนใสผินไปทางอื่นที่มิใช่สายตาจับจ้องของสองพี่ชาย ซองมินไม่เคยเจอคำถามตรงไปตรงมาเกี่ยวกับเรื่องของโจคยูฮยอนมานานแล้ว นานจนลืมที่จะป้องกันหัวใจตัวเองจากความรู้สึกปวดแปลบเวลาได้ยินชื่อนั้น
“ซองมิน”
“ผมไม่รู้” ไม่รู้จะคิดถึงไปทำไม คนใจแข็ง ใจหินแบบนั้น คิดถึงไปก็ไม่ได้อะไรคืนมานอกจากความปวดร้าว และความเหงาแทบขาดใจ แต่ถึงอย่างนั้น ซองมินก็ยังคิดถึง ซองมินคิดถึงคยูฮยอน คิดถึงทุกวัน ทุกเวลา ไม่ว่าจะทำอะไรก็ไม่เคยเลิกคิดได้
“พวกเรารักนายนะซองมิน พี่ไม่อยากให้ซองมินฝืนยิ้ม ฝืนร่าเริง เวลาไหนใจมันเจ็บ สุดที่จะทน นายก็ไม่จำเป็นต้องกดมันไว้คนเดียว ระบายออกมาบ้าง พวกพี่ยินดีรับฟัง”
“ผมไม่รู้จะพูดอะไร หมอนั่นจากพวกเราไปเกือบปี นอกจากโทรมาหาพี่ซึงฮวานครั้งนั้นแล้วก็ไม่มีแม้แต่ข้อความจากมือถือ เขาจากเป็นแต่ทำเหมือนจากตาย จะให้ผมพูดอะไรได้”
“ซองมิน คยูฮยอนน่ะ ไม่ได้อยากไปหรอกนะ” เรียวปากสีจัดบิดเป็นรอยยิ้มหยันแทบจะทันที
“แต่เขาบอกผมเองว่าเขาจะไป ใจเขาไม่อยากอยู่ ใครก็ห้ามเขาไม่ได้”
“เขาไป เพราะต้องไปต่างหากล่ะ”
“หมายความว่ายังไงครับ”
“คยูฮยอนไปเพื่อพวกเรา เพื่อนาย เพื่อพี่ เพื่อทุกคน” ลมเย็นหอบเอาใบไม้สีส้มปลิวหลุดจากขั้ว ลอยล่องไปในอากาศก่อนจะทิ้งตัวตกลงมากระจายตามพื้น ใบไม้สีส้มอิฐใบหนึ่งหล่นลงบนตักหากซองมินไม่มีใจจะเก็บมันขึ้นมา เด็กหนุ่มหันไปมองหน้าคนพูดทั้งที่ใจเต้นจนปวดหนึบไปทั้งอก พี่จองซูกำลังจะบอกอะไรเขา มีเรื่องอื่นที่ซองมินยังไม่รู้อีกหรือ ผู้ชายคนนั้น โจคยูฮยอนโกหก ปิดบังอะไรซองมินอีก
“นายคงจะรู้ เรื่องเมื่อปีที่แล้ว สื่อแต่ละแขนงโดนคุณพ่อของคยูฮยอนใช้อิทธิพลกดดันจนต้องตัดเราออกจากโลกบันเทิง การเปิดฟรีคอนเสิร์ตแบบที่พี่เสนอมันช่วยให้เราหลุดพ้นจากวิกฤตนั้นมาได้ก็จริง แต่ก็ไม่ใช่เพราะงานนี้งานเดียว คยูฮยอนมองออกว่ามันเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ พ่อของเค้าไม่มีทางหยุดอยู่แค่นั้นแน่นอน พี่พูดแบบนี้ ซองมินเข้าใจไหมว่าเกิดอะไรต่อมา”
“....โจคยูฮยอน...กลับไปหาพ่อของเค้าหรือครับ”
“พี่ไม่รู้ แต่คยูฮยอนมาบอกพี่หลังจากนั้นเพียงสามวันว่าโจยองฮวาจะไม่ยื่นมือเข้ามายุ่งกับพวกเราอีก แล้วหมอนั่นก็ไป”
“ทำไมพี่ไม่บอกผม พี่เก็บไว้ทำไมเป็นปีพี่จองซู”
“ซองมิน อย่าต่อว่าจองซูเลย พวกเราไม่ได้บอกเพราะคยูฮยอนเคยขอไว้ ไม่ใช่แค่นายแต่คนอื่นๆ ก็ไม่มีใครรู้เหมือนกัน และที่พวกพี่ตัดสินใจบอกซองมินเพราะพี่เห็นว่านายเข้มแข็งพอที่จะรับรู้ความจริงแล้ว พี่ไม่อยากให้นายอยู่กับความเข้าใจผิดอีกต่อไป คยูฮยอนน่ะ.....รักซองมินมากนะ......” น้ำตาหยดใสไหลกลิ้งลงบนผิวแก้มขาวอย่างสุดจะกลั้น ซองมินไม่มีเสียงสะอื้น น้ำตาที่ไหลซองมินไม่ได้บีบเค้นมันออกมาฟ้องความอ่อนแอ แต่ซองมินสงสาร
ซองมินสงสารคยูฮยอน
จากไปทั้งที่ไม่อยากจาก คยูฮยอนจะไปอยู่ที่ไหน อยู่กับใคร
คยูฮยอนจะเหงาแค่ไหน เพียงแค่คิด....น้ำตาก็ไหลออกมาเอง
ปาร์คจองซูกับคิมฮีชอลเลี่ยงไปได้พักใหญ่แล้ว ซองมินยังคงยึดซุ้มไม้หอมเป็นที่พำนักชั่วคราว ไม่ยอมลุกไปไหน รอบด้านถูกปกคลุมด้วยความมืดของราตรีกาล กลิ่นหอมของพันธุ์ไม้ดอกนานาชนิดลอยกรุ่นไปทั่วบริเวณ เยียวยาจิตใจอันอ่อนล้าให้ค่อยๆ ฟื้นตัวทีละน้อยๆ ตามเข็มเวลาที่เดินผ่าน
แม้แต่นาทีสุดท้าย นายก็ยังไม่เลิกโกหกฉัน โจคยูฮยอน
ความคิดที่ว่าตัวเองถูกหลอกลวงในครั้งนี้ไม่ได้ทำให้ซองมินท้อแท้ สิ้นหวัง และทุรนทุรายเหมือนดังครั้งก่อนๆ ซองมินไม่ได้เจ็บปวดหรือบอบช้ำทั้งร่างกายและจิตใจ แต่มันกลับนำมาซึ่งความอิ่มเอม ยินดีและก็แฝงด้วยความรู้สึกใจหายลึกๆ เมื่อได้มีเวลาตั้งสติและคิดทบทวน ซองมินดีใจที่คยูฮยอนยอมลดทิฐิกลับไปหาผู้ให้กำเนิด ดีใจที่คยูฮยอนเปิดใจให้ความรักของคนอื่น เห็นแก่ความสำคัญของเอสเจจนยอมสละความสุขของตัวเอง แม้จะต้องฝืนใจจากไปแต่คยูฮยอนก็ยังทำ
ซองมินดีใจที่เลือกรักคนไม่ผิด
แม้ว่าความรักนั้นจะไม่สมหวังในตอนท้ายก็ตาม
นายไม่อยากให้ฉันรอ ไม่อยากให้ฉันหวัง เพราะนายกลัวว่าฉันจะเจ็บปวด ทรมาน เพราะนายรู้ว่าตัวเองก็จะต้องเผชิญกับความรู้สึกนั้น แต่นายน่าจะรู้อีกข้อว่าอีซองมินคนนี้ดื้อกว่านี่นายคิด หากฉันหัวอ่อน เชื่อฟังทุกคำที่นายบังคับขู่เข็ญ พวกเราคงไม่มาถึงจุดนี้ด้วยกัน
โจคยูฮยอน หากนั่นคือหนทางที่นายเลือก ฉันเองก็จะยึดมั่นในทางที่ฉันเลือกเหมือนกัน
ฉันจะรอ ฉันจะหวัง
เผื่อว่าสักวัน สิ่งที่ฉันหวังมันจะกลายเป็นความจริงขึ้นมา
ใบหน้าอ่อนเยาว์พรายไปด้วยรอยยิ้มหมายมั่น ซองมินสูดลมหายใจลึกทดแทนความรู้สึกไหววูบในใจ แล้วจึงลุกขึ้นยืนอย่างกระฉับกระเฉง ร่างเล็กใช้หลังมือปาดน้ำตาที่ยังคลอหน่วยตาออกง่ายๆ ไม่เป็นไรอีซองมิน ตราบใดที่ยังอยู่บนโลกใบเดียวกัน ตราบใดที่นายยังคิดถึงหมอนั่นทุกคืนวัน ก็ให้มันรู้ไปว่า โจคยูฮยอนจะทนอยู่ห่างนายได้ตลอดรอดฝั่ง !
“ อีซองมิน ไฟท์ติ้ง ! ”
เสียงเล็กร้องออกมาดังๆ แล้วก็ก้าวกระโดดออกมาจากซุ้มไม้หอมนั้นด้วยความร่าเริงที่ถูกเรียกกลับคืนมาด้วยพลังใจเกินร้อย กระต่ายน้อยยิ้มกว้าง โดดออกมาจากแนวไม้เลื้อยแล้วก็ต้องร้องออกมาเต็มเสียง
โอ๊ย !
แรงปะทะของร่างเล็กกับแผงอกใครสักคนส่งผลให้ซองมินล้มลงไปนั่งพับกับพื้น มือกลมยกขึ้นจับจมูกตัวเอง ส่งเสียงครางหงุงหงิงเพราะความเจ็บและชา หากยังมีใจเงยหน้ามองกรอบเงาร่างสูงที่ยืนค้ำหัวอยู่ไม่ห่าง
บ้าจริง คนล้มอยู่ต่อหน้า ไม่คิดจะช่วยเลยหรือไงวะ!
กระต่ายน้อยบังคับตัวเองให้ลุกขึ้นทั้งที่ยังไม่หายเจ็บ ปากบางบ่นอุบอิบหากไม่มีเสียงหลุดรอดออกไปให้ระคายหูคนที่ยังไม่รู้หน้ากัน ไม่ทันคิดว่าฝ่ายนั้นต่างหากล่ะที่จะใช้เสียงหยุดลมหายใจเขาไว้ท่ามกลางเงาสลัวของแสงจันทร์คืนนั้น
“ซุ่มซ่าม”
“...................................”
The End
Fanismz ::: ขอบคุณสำหรับการติดตามมาตลอดสองปีค่ะ (โค้ง)
หนังสือกำลังอยู่ในขั้นตอนของการพิมพ์
คาดว่าอีกไม่เกิน 1 อาทิตย์จะเรียบร้อย
ถ้าได้กำหนดแน่นอน พี่จะประกาศอีกครั้งนะคะ
ขอบคุณค่ะ ^^
EDIT ::: ลง 2 ตอนสุดท้ายพร้อมกันนะจ๊ะ
อย่าลืมคลิ้กกลับไปอ่านตอน 22 ก่อน เดี๋ยวจะงงปนมึน ^^
|
|
edit @ 7 May 2008 10:32:32 by Kiraz
edit @ 8 May 2008 09:48:17 by Kiraz
edit @ 9 Jun 2009 18:29:17 by Fanismz
edit @ 9 Jun 2009 18:30:07 by Fanismz
edit @ 10 Jun 2009 15:31:08 by Fanismz
พี่แฟนกลับมาแล้วววววว...
อ่านตอนจบแล้ว โฮกกกกกกกกกก..
ช่วยบอกทีว่าในรวมเล่มมีตอนพิเศษ T^T
มันค้างอ่าพี่แฟน ของตอนพิเศษเหอะนะ (ก้มลงกราบงามๆ)
แต่ว่ามินน่ะเข้มแข็งจริงๆ
คยูทำไมแกปล่อยให้มินรอนานขนาดนั้นเล่า
โอ๊ยไม่อยากจะจิ้น พี่แฟนช่วยมาจิ้นต่อให้ที่เถอะ ขอร้องล่ะน้า..
#1 By (61.19.188.198) on 2008-05-07 11:19