Sweet Revenge 22

posted on 07 May 2008 10:22 by kiraz in Sweet-Revenge


 

 

เพียงห้าวันถัดจากนั้น




ข่าว...ก็ถูกปล่อยไปทุกช่องทางที่อำนาจของเอสเอ็ม เอ็นเตอร์เทนเม้นท์เอื้อมถึง หลังจากมีข่าวลับๆ ออกมาว่าเอสเจทั้งวงถูกพักงานไม่มีกำหนด เวบไซต์ของทางบริษัทคือต้นตอของข้อความที่ฉุดรั้งบรรดาแฟนคลับซุปเปอร์จูเนียร์ขึ้นมาสู่แสงสว่างอีกครั้ง




ซุปเปอร์จูเนียร์กำลังจะมีคอนเสิร์ต






ครั้งแรกของการแสดงเต็มรูปแบบบนเวทีกลางแจ้งในสวนสาธารณะชานเมือง ไม่มีการถ่ายทอดผ่านสื่อ ไม่มีการทำข่าว ทางเดียวที่จะสามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงครั้งนี้ได้คือการเดินเข้ามาร่วมงานโดยไม่ต้องเสียเงินแม้แต่วอนเดียว
แผนการโปรโมทและทุ่มทุนสร้างครั้งนี้มาจากความคิดของหัวหน้าวงปาร์คจองซู ที่เสนอทางออกให้กับท่านประธานด้วยตัวเอง คุณอีซูมานใช้เวลาพิจารณาและอนุมัติแผนนี้ตั้งแต่วันที่สองที่เกิดเรื่อง หากยังรั้งรอการประกาศข่าวเพื่อสร้างกระแสกดดันให้เกิดในกลุ่มแฟนคลับ และผลก็เป็นดังที่ตั้งใจ บรรดาแฟนคลับทั้งในเกาหลีและต่างประเทศต่างตกก็อยู่ในภาวะกระวนกระวาย ข่าวลือหลายสายถูกปล่อยไปตามอินเตอร์เน็ต เจ้าหน้าที่ของบริษัทได้รับการติดตามซักถาม หากคำตอบที่ได้รับกลับไม่กระจ่างแจ้ง กลุ่มลมพัดหมุนจึงค่อยๆ ก่อตัวขึ้นเงียบๆ....รอวันที่จะกลายเป็นพายุลูกใหญ่ ระเบิดพลังออกมาในครั้งเดียว




คยูฮยอนยืนอยู่ท่ามกลางความวุ่นวายของการเตรียมงานด้วยความโดดเดี่ยวอันโหดร้าย หลังจากอีทึกอธิบายเรื่องราวทั้งหมดกับสมาชิกที่เหลือของวง
ทุกอย่างก็เป็นไปตามที่ซองมินนึกกลัว บรรยากาศอึมครึมปกคลุมบ้านหลังเล็ก ความตึงเครียดแผ่ไปทุกซอกมุมของบ้าน ไม่เว้นแม้แต่ห้องทานข้าวที่เคยมีแต่ความสนุกสนานเฮฮา บัดนี้กลับมีแต่ความเงียบอาจจะมีการพูดคุยเล่นหัวกันบ้างแต่นั่นคือหลังจากที่น้องเล็กของบ้านลุกไปจากโต๊ะหรือออกไปจากบริเวณนั้นแล้ว





ความจริงที่เปิดเผยมีทั้งคนที่พอรับได้กับรับไม่ได้เลย ทงเฮ ฮยอกแจ ชินดง คังอิน คือกลุ่มหลัง เมื่อใดก็ตามที่คยูฮยอนผ่านเข้ามาใกล้โดยไม่ตั้งใจ ไม่ว่าจะทำอะไรอยู่ก็ตามทุกอย่างจะถูกหยุดโดยอัตโนมัติ

ทงเฮจะลุกหนีออกไปจากตรงนั้น และแน่นอนว่าคนที่เหลือก็จะพร้อมใจกันทำเป็นมองไม่เห็นน้องสิบสามได้อย่างแนบเนียนที่สุด




คยูฮยอนรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงนี้ตั้งแต่วินาทีแรกที่หัวหน้าวงเล่าทุกอย่างให้สมาชิกที่เหลือฟัง สายตาและความรู้สึกบนใบหน้าแต่ละคนมันเปลี่ยนไป จากความรักใคร่เอ็นดูก็ถูกความหมางเมิน เย็นชากลบทับ ถ้อยคำประชดประชันเสียดสีของฮยอกแจและคังอินทำให้สันดานดิบในตัวเด็กหนุ่มแล่นพล่านหลายครั้ง หากสิ่งเดียวที่หยุดความชั่วร้ายในใจเขาได้คือ ดวงตากลมโตที่ปลายมองมา... .เพียงแวบเดียว เพียงแค่นั้นจริงๆ ที่ทำให้คยูฮยอนหักใจจากความคิดฝ่ายต่ำแล้วสวมหน้ากากของความอดทน ยอมอยู่ภายใต้ภาวะกดดันโดยไม่ปริปากบ่น





เด็กหนุ่มมีเวลาหายใจสะดวกคือช่วงที่มีการซ้อม ไม่ว่าจะเป็นการร้อง การเต้น การแสดง สมาชิกทุกคนจะทุ่มเทให้กับการซักซ้อม พร้อมใจกันปล่อยวางทุกความรู้สึกเอาไว้ชั่วคราว และเมื่อกำหนดการของงานคอนเสิร์ตจะมีขึ้นในไม่กี่วันนี้ ตารางซ้อมแบบเร่งรัดจึงถูกกำหนดขึ้น โชคดีอย่างหนึ่งของการถูกบอยคอตจากแต่ละช่องสถานีคือ เอสเจทุกคนมีเวลาซ้อมตั้งแต่ฟ้าสางจนดึก ได้ทานข้าว และนอนหลับพักผ่อนตามความต้องการของร่างกาย เพียงแค่ห้าวัน...ทุกอย่างก็พร้อม




”รู้สึกเหมือนนานแล้วเลยที่ไม่ได้กินกับข้าวฝีมือซองมินน่ะ”
ทงเฮเปรยขึ้นพลางเคาะช้อนๆ กับตะเกียบดังแกร๊งๆ ข้างตัวเป็นชินดงกับฮยอกแจที่เอาแต่ยืดคอมองรายการกับข้าวที่ซองมินกับรยออุคกำลังลำเลียงมาวางบนโต๊ะกลาง พ่อครัวตัวกลมอมยิ้มแก้มป่อง สาธยายแรงบันดาลใจในการปลุกปั้นมื้อใหญ่ของวันด้วยน้ำเสียงแช่มชื่น


“พอดีรยออุคมาชวนทำน่ะ อีกอย่างพรุ่งนี้ก็เป็นวันสำคัญของพวกเรา ฉันก็อยากจะทำอะไรให้มันพิเศษบ้าง เผื่อมันจะช่วยให้ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี”


“มันต้องดีอยู่แล้ว เพื่อนของพวกเราไม่มีทางทำให้พวกเราผิดหวังหรอก” คำพูดสวยหรูเช่นนี้ คุณชายเชวซีวอนมีให้เพื่อนในบ้านไม่ได้ขาด ซองมินยิ้มบาง หันไปเห็นพี่ชายคนโตของบ้านเดินเข้ามาพร้อมร่างโปร่งบางของพี่ชายคนรองแล้วก็ร้องเรียกเสียงอ่อน


“ได้เวลาพอดีเลยครับ เรียบร้อยทั้งของคาวของหวานเลย”


“ถึงว่าพี่อยู่บนห้องต้องลุกๆ นั่งๆ อยู่ไม่เป็นสุข ร้อนอาสน์ถึงขั้นต้องลงมาตรวจดู ที่แท้ก็มีของอร่อยรออยู่นี่เอง” พี่ชายอารมณ์ดีบอกผ่านรอยยิ้มกว้าง เขานั่งลงข้างๆ ซีวอนหันหน้าออกไปทางประตู แล้วอีทึกก็เป็นคนแรกที่เห็นกรอบเงาร่างสูงที่เดินเข้ามาพร้อมกับเยซอง


“จองอุน คยูฮยอน รีบมานั่งเร็ว ช้าหมดอดของอร่อยนะ”




หัวหน้าวงตะโกนบอกอย่างร่าเริง หากความร่าเริงของปาร์คจองซูไม่ได้เผื่อแผ่ไปถึงทุกคนด้วย

พอคยูฮยอนเดินล่วงเข้ามาในห้อง ทงเฮกับชินดงก็ลุกขึ้นทันที ฮยอกแจวางตะเกียบที่ถือไว้ ถามเสียงดัง



“จะไปไหนกันวะ”


“กลับห้อง”



“อ่าว แล้วไม่กินข้าวก่อนหรอ”



“กินไม่ลง”
เจ้าไก่ใช้ลิ้นดันแก้ม พลางหรี่ตามองใบหน้าหล่อจัดของผู้มาใหม่ ก่อนจะยักไหล่ “งั้นไปด้วย เริ่มจะกินไม่ลงเหมือนกัน” ทงเฮยังมีใจยืนรอให้ฮยอกแจตามไปแต่ชินดงนั้นเดินลิ่วๆ สวนทางคยูฮยอนกับจองอุนขึ้นไปก่อนแล้ว โจคยูฮยอนเม้มปากนิดๆ มองสีหน้าลำบากใจของคนที่เหลือแล้วก็ตั้งท่าจะกลับหลังหัน เดินออกไปอีกคน หากคิมจองอุนคว้าไหล่น้องเล็กลากให้มานั่งข้างกันเหมือนไม่รู้สึกถึงเมฆหมอกของความอึมครึมที่ปกคลุมห้องอาหาร




“คืนนี้อย่ามัวแต่นั่งเล่นเกมส์นะคยูฮยอน นอนแต่หัวค่ำ ถนอมเสียงไว้ พรุ่งนี้แล้วนะ.....”




พรุ่งนี้ที่จะพิสูจน์ให้ – ใครบางคน – ตระหนักว่า สำหรับซุปเปอร์จูเนียร์แล้ว แม้จะถูกจำกัดให้อยู่ในที่มืดและคับแคบเพียงใด พวกเขาจะมองหาหนทางแห่งแสงสว่างได้เสมอ





“นี่นายยังติดเกมอยู่หรือคยูฮยอน”


“ยิ่งกว่าติดอีกครับพี่ เกือบเช้าทุกคืน” คนตอบคำถามไม่ใช่เจ้าตัวเพราะคยูฮยอนเอาแต่นั่งมองของกินบนโต๊ะ เยซองที่เป็นรูมเมทชั่วคราวเลยตอบให้เสร็จสรรพ ชายหนุ่มเป็นเพียงหนึ่งในไม่กี่คนของบ้านนี้ที่ยังรักษาระดับความสนิทสนมและสัมพันธภาพระหว่างตนเองกับน้องสิบสามไว้เท่าเดิม จองซูไม่นึกชอบใจกับคำตอบนัก ชายหนุ่มส่ายหน้าไปมา


“นายน่าจะดูแลตัวเองให้ดีกว่านี้”


“แล้วเอาเวลาที่ไหนไปพักผ่อน นายได้หลับบ้างไหมเนี่ย” รยออุคอดใจไม่ได้ ต้องถามด้วยความเป็นห่วง ปกติคยูฮยอนเป็นคนพูดน้อย มีโลกส่วนตัวสูงแล้วก็เข้าถึงยากอยู่แล้ว พอมาเจอเรื่องของบิดากระทบใจเข้าไป เด็กหนุ่มยิ่งเงียบขรึมลงกว่าเดิมหลายเท่า พูดเท่าที่จำเป็นต้องพูดซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องงาน ใบหน้าขาวจัดของคนเป็นน้องเคร่งขรึม ไม่มีวี่แววของคยูฮยอนคนที่เคยยิ้มอ่อนๆ ว่านอนสอนง่าย ไม่มีน้องเล็กคนที่พวกเขาคุ้นตาอีกต่อไป



“คยูฮยอน ถามว่าได้หลับบ้างไหม”




มือบางวางแปะลงบนไหล่กว้าง ขณะที่ปากถามรยออุคก็อดไม่ได้ที่จะชำเลืองมองร่างขาวนวลที่กำลังสำรวจตู้เย็นไม่สนใจใคร รยออุคมองเพราะเห็นว่าคยูฮยอนเอาแต่เหม่อมองไปทางนั้นแล้วไม่สนใจตอบคำถาม
ตน พอถูกสะกิดเด็กหนุ่มก็ถอนใจยาว พึมพำตอบเสียงเรียบ


“หลับครับ หลับตามปกติ”



โกหก ซองมินรู้ดีว่าคนพูดกำลังโกหก
แม้ท่าทางภายนอกเหมือนจะไม่สนใจ ไม่มอง ไม่แลแม้หางตา แต่ซองมินรู้ดีว่าแทบทุกระบบในร่างกายมันคอยแต่จะตอบสนองกับภาพและเสียงของเด็กคนนั้ ซองมินบอกตัวเองว่าซองมินจะไม่สนใจ แต่ซองมินกลับรู้ทุกความเป็นไปของอีกฝ่าย คยูฮยอนแทบไม่หลับไม่นอน ตกกลางคืนหลังจากเล่นเกมจนดึกดื่นแล้ว คยูฮยอนมักจะเดินลงไปนั่งเล่นในสวน นั่งสูบบุหรี่อยู่ตรงชิงช้าจนเกือบเช้า ถึงจะยอมกลับขึ้นห้อง และนั่นก็เป็นเวลานอนของซองมินเช่นกัน




กระต่ายน้อยเคยกร่นด่าตัวเองด้วยความแค้นเคืองว่าโง่เง่า เจ็บแล้วไม่ยอมจำ จำได้ดีทุกบททุกตอนว่าตัวเองถูกผู้ชายคนนั้นหลอกลวงด้วยคำพูดและการกระทำอย่างเลือดเย็นเพียงใด หากพอมีเวลาให้ตัวเองผิดหวังเสียใจได้ไม่นาน ไอ้หัวใจบ้าๆ มันก็คอยแต่จะเดินออกไปนอกทางที่สมองกำหนด
เวลาใดที่สมองว่างเปล่า ความคิดทั้งหมดทั้งปวงมันคอยแต่จะเวียนวนอยู่กับเรื่องโจคยูฮยอน โจคยูฮยอน แล้วก็โจคยูฮยอนเท่านั้น อีซองมิน ทำไมนายมันโง่ โง่หาที่สิ้นสุดไม่ได้แบบนี้นะ !


ความคิดอันดื้อดึงของหัวใจทำให้ซองมินโกรธตัวเองอยู่เสมอ และคนตัวเล็กก็ระบายมันออกด้วยการยิ่งมองข้ามโจคยูฮยอน ยิ่งใจมันคิดถึงมากเท่าไหร่ ซองมินยิ่งบังคับให้ตัวถอยออกห่างมากเท่านั้น


“ซองมิน จะไปไหน”


“อาบน้ำครับ ผมรู้สึกไม่ค่อยสบายตัว มันเหนียวๆ”


“ไม่ทานข้าวก่อนล่ะ วันนี้อากาศออกจะหนาว ทำไมรีบอาบน้ำ”


“พี่อีทึกพาคนอื่นๆ ทานเลยเถอะครับ เดี๋ยวผมลงมาทานกับพวกทงเฮก็ได้” เมื่อไม่อยากสาธยายให้ทุกคนจับได้ว่ากำลังโกหก ซองมินจึงรวบรัดตัดความ ปลีกตัวเองออกมาจากห้องครัวโดยไม่ยอมหันไปมองดวงตาคมกริบที่จับจ้องมาแม้แต่หางตา






ดึกแล้ว



ซองมินรู้ดีว่าภายใต้ความเงียบสงัดของบ้านในตอนนี้ มีเสียงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะหนักหน่วงด้วยความกังวลที่อัดแน่นในอกของสมาชิกในบ้าน... แม้กระทั่งในยามหลับใหล ใจก็ใช่ว่าจะสงบ และสำหรับบางคนเช่นซองมินที่ความง่วงไม่อาจจะเอาชนะความกังวลในอกได้ก็ต้องยอมแพ้ลุกจากเตียงออกมาเดินเล่น ร่างขาวจัดทอดฝีเท้าผ่านห้องต่างๆ ของบ้านลงมายังชั้นล่าง อยากจะออกไปข้างนอกแต่ก็ไม่กล้า ซองมินไม่มั่นใจว่าถ้าเกิดมีใครอีกคนนอนไม่หลับเหมือนกันแล้วออกไปนั่งตรงที่ประจำของเขา ซองมินจะพร้อมกับการเผชิญหน้าเพียงลำพังหรือเปล่า เจ้าของใบหน้าสวยเปลี่ยนทิศไปยังห้องนั่งเล่น ทิ้งตัวลงนอนบนพรมหน้าทีวี


ความสลัวของยามค่ำคืนบดบังทัศนะวิสัยให้ผิดเพี้ยนจากยามที่แสงอาทิตย์สาดส่อง กอปรกับซองมินไม่ได้ฉุกคิดด้วยว่าจะมีใครอื่นเลือกห้องนั่งเล่นเป็นมุมสงบใจเหมือนกันกับเขา




ดังนั้น เมื่อมีเสียงความเคลื่อนไหวมาจากโซฟาตัวยาว คนที่เพิ่งล้มตัวลงนอนก็กระเด้งตัวลุกขึ้นนั่งตัวตรงทันที ไม่ต้องเสียเวลาเพ่งมอง แค่เห็นกรอบเงาร่างสูงที่ลุกขึ้นนั่งช้าๆ ซองมินก็ถอยกรูดไปติดทีวีจอใหญ่โดยไม่ต้องให้ใครเตือน เมื่อหาลมหายใจตัวเองเจอร่างเล็กก็ลุกพรวดขึ้นยืน ผละออกมาราวกับรังเกียจอ๊อกซิเจนในห้องนั้นขึ้นมากะทันหัน



แต่ซองมินไม่เร็วไปกว่าคยูฮยอน





เจ้าของร่างสูงพาตัวเองก้าวเข้าดักหน้าจนซองมินเหยียบเบรกแทบไม่ทัน ใบหน้าเล็กเงยขวับ ยังมีร่องรอยของความตระหนกในหน่วยตาคู่สวย และในระยะห่างเพียงแต่ลมหายใจกั้นระหว่างกันเช่นนี้ ความมืดของราตรีก็ไม่อาจซ่อนทุกความรู้สึกเหล่านั้นได้ คยูฮยอนเห็นความตระหนัก ความหวาดหวั่นในดวงตากลมโต ซองมินเองก็มองเห็นความเจ็บปวดในหน่วยตาคมเช่นกัน และสิ่งที่ทั้งสองเห็นต้องกันราวกับนัยน์ตาของคนตรงหน้าคือกระจกคือ...ทั้งซองมินและคยูฮยอนต่างเห็นความรู้สึกลึกๆ ในใจของกันและกัน





เพียงแต่เสี้ยววินาที ก่อนที่อีซองมินจะเป็นฝ่ายหรุบตาลงต่ำ




แต่มันก็เป็นเสี้ยววินาทีที่ทำให้โจคยูฮยอนกล้าที่จะดึงเอาคนตัวเล็กกว่าเข้ามากอด คยูฮยอนกอดซองมินเต็มอ้อมแขน มือข้างหนึ่งของเขาสอดผ่านท้ายทอยเล็ก กดให้ใบหน้าสวยของคนเป็นพี่ซุกซบอยู่กับซอกไหล่ แขนข้างหนึ่งเขาโอบเอาร่างเล็กเข้ามาแนบชิด กดแผ