Sweet Revenge 21

posted on 07 Apr 2008 18:40 by kiraz in Sweet-Revenge
มนุษย์เราเห็นแก่ตัวมากเกินไปหรือเปล่า

การที่อ้างว่าฉันมีเหตุผลของฉัน ฉันควรจะได้รับความเห็นใจ คนอื่นต้องยอมรับฟัง หรือแม้แต่ เธอต้องฟังฉัน เข้าใจฉัน มนุษย์นั้นคิดอะไรอยู่นะ ทำไม ทำไมมันถึงได้เข้าใจยากและซับซ้อนขนาดนี้







แน่นอนว่าคำถามของอีซองมินไม่มีทางได้รับคำตอบกลับมาในทันที ซองมินเองก็ไม่มีใจอยากฟังคำอธิบายของคยูฮยอนด้วยซ้ำ ซองมินถามถึงเหตุผลแต่ในใจของซองมินมันกลับเรียกร้องหาปฏิกิริยาปฏิเสธจากคนตรงหน้า จะส่ายหน้า จะโมโห โกรธเคือง ดุว่าซองมินหาเรื่องอีกก็ได้ ทำอย่างไรก็ได้ให้ซองมินเห็นว่าคยูฮยอนไม่รู้เรื่อง ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับหลักฐานที่ซองมินวางเกลื่อนอยู่บนเตียง แต่คยูฮยอนก็ไม่ยอมทำ


แม้แต่สีหน้าหลอกลวง คำพูดโกหก คยูฮยอนก็ไม่ยอมเสแสร้งให้ซองมินคลายใจ


ดวงตาคมกริบวาวแสงได้ราวกับรับรู้ความสำคัญของเศษกระดาษเหล่านั้น ใบหน้าหล่อจัดเผือดสีไม่ต่างกับกระดาษขาว แล้วคยูฮยอนก็เงียบ เงียบจนซองมินเป็นฝ่ายที่ทนไม่ได้ เด็กหนุ่มถอยเท้าไปด้านหลังช้าๆ เมื่อใจมันสุดจะทน ซองมินก็ไม่อาจฝืนให้ตัวเองเจ็บปวดกับความจริงตรงหน้าได้อีกต่อไป


“ปล่อยฉัน” เสียงใสเค้นกดต่ำ ข้อมือข้างหนึ่งถูกคยูฮยอนรั้งไว้ ความรู้สึกรังเกียจแล่นพล่านมาจากสัมผัสเอาแต่ใจนั้นหากก็เจือจางเหลือเกินเมื่อเทียบกับความผิดหวังและ...เสียใจ


“นายจะไปไหน”


“นายจะถามทำไมคยูฮยอน นายจะอยากรู้อีกทำไม......”


“อย่าทำแบบนี้ได้ไหม นายกำลังทำให้ฉันเป็นห่วงนะ” เรียวปากสวยบิดเป็นรอยยิ้มหมิ่นแคลน


“น่าขำนะ เป็นห่วงอย่างนั้นหรือ นายทำเรื่องทำร้ายจิตใจคนอื่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า นายโกหก หลอกลวง นายหวังใช้พวกเราเป็นสะพาน เป็นเครื่องมือที่นายจะเอาไปใช้แก้แค้น หลอกฉันว่าเป็นฝ่ายโดนจองล้างจองผลาญให้ฉันหลงเชื่อ หลงมองคนอื่นในแง่ร้าย นายทำเรื่องเลวร้ายกับพวกเราถึงขนาดนี้ นายยังมีกล้าพูดว่านายเป็นห่วงฉันอีกหรือ โจคยูฮยอน”


“นายหายไปไหนมากันแน่ซองมิน ห้าชั่วโมง...นายหายไปไหน กับใคร”


“ฉันหายไปกับคนที่เขาช่วยทำให้ฉันตาสว่างขึ้นน่ะสิ คนที่ทำให้ฉันต้องกลับมาที่นี่ มาหาเหตุผลแก้ต่างให้นาย แล้วยังไงล่ะ นอกจากรูปบ้าๆ พวกนี้แล้ว ฉันเจออะไรบ้าง นอกจากความเลวของนายแล้ว ฉันก็ไม่เจออะไรอีกเลย”


“.......................................”


“ทำไมคยูฮยอน นายทำแบบนี้กับพวกเราได้ยังไง”


“ฉันแค่ตอบแทนสิ่งที่ผู้ชายคนนั้นมันทำไว้กับพวกเราแม่ลูกเท่านั้น”



“แต่ผู้ชายคนนั้นเป็น พ่อของนาย นะ!”




มือหนากำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน โจคยูฮยอนย้ำแรงบีบแน่น ซองมินเจ็บ แต่ไม่นึกอยากสะบัดหนี จำไว้ ดูไว้ แล้วก็รู้สึกไว้ ผู้ชายคนนี้ทำให้นายเจ็บได้ขนาดไหน จำไว้อย่าได้ลืมนะ อีซองมิน !


“พ่อที่ทำลายชีวิตครอบครัวของตัวเองแบบนั้น มันควรค่ากับคำว่าพ่อด้วยหรือ พ่อที่ทิ้งลูกตัวเองมองคนเป็นแม่ตายไปต่อหน้าต่อตา ผู้ชายที่เห็นงานสำคัญกว่าทุกอย่าง แม้แต่เมีย แม้แต่ลูก ผู้ชายที่ไม่เคยอะไรสำคัญไปกว่า หุ้นในตลาด ชื่อเสียงในวงสังคม คนแบบนั้นสมควรที่จะเรียกว่า พ่อ ได้อีกหรือ อีซองมิน”


“แล้วพวกเราล่ะ..........”
เสียงเรียบเย็นของอีซองมินกระตุกให้อารมณ์ที่กำลังพุ่งแรงชะงักกึก


“พวกเรา ซุปเปอร์จูเนียร์ พวกเราทั้งสิบสองคน ผู้จัดการ ท่านประธาน พนักงานทุกคนของเอสเอ็ม แฟนคลับที่รักนายหัวปักหัวปำ คนพวกนั้นเขาทำอะไรให้นายเจ็บแค้นใจ นายถึงต้องมา ทรยศ เค้าแบบนี้ บอกให้ฉันรู้สักข้อสิโจคยูฮยอน พวกเรา....ไปทำอะไรให้นาย....”



ตอบสิคยูฮยอน หาเหตุผลมาตอบฉันให้ได้สิ

จะเงียบอยู่ทำไม !










ปาร์คจองซูถูกเรียกตัวเข้าพบท่านประธานใหญ่พร้อมผู้จัดการทุกคนของซุปเปอร์จูเนียร์อย่างเร่งด่วน ด่วนขนาดไหนนะหรือ ด่วนขนาดที่ว่าเขาถูกเรียกออกมาระหว่างการอัดรายการของช่องสถานียักษ์ใหญ่เลยน่ะสิ ชายหนุ่มได้แต่เก็บความสงสัยไว้ในใจ ไม่อยากคิดไปในทางร้ายว่าการเรียกตัวอย่างกะทันหันคราวนี้มันจะเป็นเรื่องในทางลบมากกว่าทางบวก แต่พระเจ้ากลับเมินเฉยต่อความพยายามในการมองโลกในแง่ดีของเขา ข่าวที่ได้รับแจ้งจากปากของคุณลีซูมาน ถ้าจะเรียกว่าเป็นข่าวร้าย ก็ดูจะยังไม่รุนแรงมากพอ


นี่มันเกิดวิกฤตอะไรขึ้นกับพวกเขา


.

.

.

ร่างสูงโปร่งทิ้งตัวลงนอนบนเตียงทันทีที่กลับถึงห้องพัก เรียวคิ้วสีน้ำตาลเข้มย่นชนกันบ่งบอกความตึงเครียดที่อัดแน่นอยู่ในอก เขาจะทำอย่างไรดีกับเรื่องที่เกิดขึ้น จะบอกทุกคนอย่างไรดี เรื่องไม่ใช่เล็กๆ เรื่องใหญ่ถึงขนาดเกี่ยวข้องกับความอยู่รอดของวง ในฐานะหัวหน้าวง เขาควรจะแก้ปัญหานี้อย่างไรดี


“จองซู” เสียงนุ่มเรียกเบาๆ แล้วปลายนิ้วเย็นจัดก็แตะไล้ไปบนหน้าผากขาวจัด ปาร์คจองซูยิ้มล้า ลืมตามองก็เจอกันดวงตากลมโตลอยอยู่ตรงหน้าแล้ว


“กลับมานานหรือยัง”


“สักพัก นายเป็นอะไร มีเรื่องอะไรอย่างนั้นหรือ” จองซูถอนใจยาว พยักหน้ารับ ดวงตาสีน้ำตาลเข้มแห้งผากไร้ประกายวิบวับที่เคยเห็นจนชินตา คนที่ไม่เคยชินกับความอ่อนล้าของลีดเดอร์หน้าสวยจึงอดที่จะซักถามต่อไม่ได้ “จองซู มีเรื่องอะไรก็บอกกันสิวะ อย่าทำแบบนี้”


“น้องๆ กลับมาจากข้างนอกหรือยัง”


“อืม เกือบครบแล้ว เหลือซองมินกับคยูฮยอน แต่เดี๋ยวคงกลับมาแหละ พรุ่งนี้มีงานแต่เช้าแล้วสองคนนั่นก็ไม่เคยเหลวไหล”ได้ยินเรื่องงาน อีทึกก็ถอนใจอีกครั้ง ชายหนุ่มดันตัวเองลุกขึ้นนั่งอย่างตัดใจ ช้ากว่านี้ไม่ได้แล้ว ไม่ว่าอย่างไรเรื่องนี้ทุกคนจะต้องรับรู้ เขาเป็นคนอาสาขอผู้จัดการทุกคนมาบอกข่าวกับน้องๆ เองก็ต้องทำให้ได้ เขาต้องทำความเข้าใจกับทุกคนก่อนที่ทางผู้ใหญ่จะเรียกประชุมอีกครั้ง ชายหนุ่มจับมือบางบีบเบาๆ เอ่ยเสียงอ่อน


“โทรตามสองคนนั่นให้ฉันทีเถอะฮีชอล ขอเวลาอาบน้ำเดี๋ยวเดียว แล้วจะเล่าให้ฟังทั้งหมดเลย”


“จองซู” มือนุ่มยึดข้อมือขาวจัดไว้มั่น คิมฮีชอลไม่ใช่ปาร์คจองซู เขาสังหรณ์ใจอย่างประหลาดตั้งแต่เห็นหน้าอีทึกตอนเดินเข้าบ้านมาแล้ว รู้แน่ว่ามันต้องเกิดเรื่องและเขาก็เก็บความกังวลได้ไม่เก่งเหมือนอีกฝ่าย ฮีชอลมองเห็นเมฆหมอกดำทะมึนที่กำลังเคลื่อนเข้ามาครอบคลุมบ้านทั้งหลัง เขา....กลัว


“ฉันหวังว่า มันจะไม่ใช่ข่าวร้าย.....เกินไปนะ.....”
ปาร์คจองซูนั่งลงที่เดิม รั้งเอาร่างโปร่งบางมากอดแนบแน่น


“ฉันขอโทษ แต่....มันเป็นข่าวร้ายอย่างที่สุด ฮีชอล”














ซองมินนั่งอยู่ตรงนั้น....รับรู้ข่าวร้ายที่พี่อีทึกประกาศออกมาด้วยสีหน้าอันสงบนิ่ง นับตั้งแต่เดินเข้ามาในตัวบ้าน ถูกอีทงเฮจูงแกมลากเอามาเป็นตุ๊กตาให้ทงเฮกอดเล่น มีใครบางคนเลี่ยงไปยืนอยู่อีกมุมในฝั่งตรงกันข้าม สบตากันเพียงครั้งเดียวโดยไม่ตั้งใจ แล้วก็นั่งรอฟังข่าวที่หัวหน้าวงบอกว่าสำคัญมาก อีซองมินก็ไม่ยอมแสดงความรู้สึกใดบนใบหน้าแม้แต่ครั้งเดียว แม้แต่ตอนที่ทงเฮโวยลั่นเรื่องความไม่ยุติธรรมของเรื่องที่เกิดขึ้น ซองมินก็เพียงแค่เหยียดริมฝีปากเป็นรอยยิ้มหยัน และนั่นเป็นครั้งเดียวที่ซองมินจงใจจะสบตากับโจคยูฮยอน


สาแก่ใจนายหรือยัง ?

พอใจหรือยังกับเรื่องที่เกิดขึ้นกับพวกเรา



“ยกเลิกงานทุกงานของซุปเปอร์จูเนียร์ ทั้งไลฟ์ โชว์ตัว โฆษณา ถ่ายแบบ ละคร หรือแม้แต่งานพิธีกรก็....ถูกปลดกลางอากาศ นี่มันอะไรกันน่ะ มีรายการไหนคิดจะอำพวกเราหรือเปล่าครับพี่” เจ้าปลาน้อยโพล่งขึ้นมาท่ามกลางความเงียบหลังจากได้รู้ข่าวทงเฮเป็นคนแรกที่ออกปากโวยวาย พอถูกคิบอมปรามให้สงบสติอารมณ์จนคนอื่นๆ เงียบตามไปกันหมดแล้ว ทงเฮก็เป็นคนแรกที่ทำลายความเงียบขึ้นมาอีกครั้ง


“มันเป็นเรื่องจริงทงเฮ อย่าลืมสิว่าคนที่บอกข่าวนี้กับพี่คือท่านประธานนะ”


“แต่ผมก็ยังไม่อยากจะเชื่ออยู่ดี พวกเราทำผิดอะไร มันเกิดอะไรขึ้น”


“นั่นสิครับ มันต้องมีสาเหตุสิ เรื่องใหญ่ขนาดนี้ จู่ๆ จะมายกเลิกงานเราโดยไม่มีเหตุผลได้ยังไง มันไม่ใช่เล่นขายของแบบเด็กๆ นะครับ ถ้าเค้าทำแบบนี้มันก็ผิดสัญญาที่เซ็นกับทางบริษัท ค่าเสียหายมันไม่ใช่น้อยๆ เป็นร้อยล้าน พันล้าน เค้าจะทำเพื่ออะไร”อีทึกทำอะไรไม่ได้นอกจากยิ้มและตอบซีวอนอย่างสงบที่สุด


“เค้าทำเพื่ออะไรไม่รู้ แต่พี่แน่ใจว่าเค้าคงได้มากกว่าที่เค้าจะเสียให้บริษัทเรา หรือบางทีเค้าอาจจะไม่ต้องเสียเลยสักวอน เพราะ....เค้าบอกว่าเค้ามีหลักฐานที่สมเหตุสมผลพอที่จะถอนพวกเราออกจากงาน อย่าถามว่าหลักฐานอะไรนะ เพราะพี่ก็ไม่มีสิทธิ์ได้รู้เหมือนกัน รู้แต่ว่าท่านประธานไม่พอใจเรื่องที่เกิดขึ้นมาก...สิ่งที่พวกเราต้องทำต่อจากนี้คือหาทางออกเรื่องงานให้ได้เร็วที่สุด ก่อนที่ความกดดันมันจะทำให้วงของเรา...ล้ม
...”


อีทึกไม่จำเป็นต้องขยายความประโยคยืดยาวนั้นอีก สมาชิกทุกคนของบ้านเข้าใจมันเกินกว่าที่จะแกล้งหลอกตัวเองว่ามันเป็นเรื่องโกหกต่อไปได้ บรรยากาศกดดันชวนให้อึดอัดครอบงำห้องนั่งเล่นของบ้านจนซองมินรู้สึกพะอืดพะอม เด็กหนุ่มได้ยินเสียงทงเฮสบถคำแล้วคำเล่า ได้ยินซีวอนถกเรื่องที่เกิดขึ้นกับคิบอมและชินดง ซองมินเห็นรยออุคนั่งน้ำตาซึม เห็นพี่คังอินเดินกลับไปกลับมาจนน่าเวียนหัวแทน ทุกคนล้วนโดนกดอยู่ใต้ฝ่าเท้าของอำนาจมืดอย่างเลี่ยงไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้ พวกเราทำอะไรไม่ได้เลย ได้แต่นั่งทุรนทุรายมองบรรดางานทุกชิ้นติดปีกลอยหายไปต่อหน้าต่อตา จะบินตามมันไปคว้ามันคืนมาก็เป็นสิ่งที่เกินความสามารถ พวกเขาถูกเด็ดปีกเด็ดหาง ปิดทางไปเรียบร้อย


เพียงคนเดียวที่ซองมินไม่หันหน้าไปมองเลยคือคยูฮยอน เด็กคนนั้นจะทำหน้าแบบไหน จะรู้สึกอย่างไร ซองมินไม่คิดจะสนใจอีกแล้ว คนตัวเล็กบอกตัวเองแบบนั้น แต่รู้ดีว่าถ้าขืนยังปล่อยตัวเองอยู่ในบรรยากาศตึงเครียดที่รุมเร้าทุกลมหายใจเข้าออกแบบนั้น เขาอาจจะทนไม่ได้ และก็คงระเบิดใส่คยูฮยอนได้ในนาทีใดนาทีหนึ่ง ร่างขาวจัดผละออกจากห้องนั้นทันทีเมื่ออีทึกบอกว่าหมดเรื่องจะพูดแล้ว ระหว่างที่รอผู้จัดการกลับมาจากประชุมที่บริษัทก็ขอให้ทุกคนช่วยกันคิดหาทางออกของปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างมีสติและอย่าเพิ่งวิตกเกินควร ซองมินไม่คิดว่าจะมีใครทำใจเย็นกับเรื่องที่เกิดขึ้นได้แต่พี่อีทึกก็เป็นตัวอย่างที่ดีของน้องๆ ด้วยการยิ้มปลอบใจแล้วกลับเข้าห้องตัวเองไปพร้อมกับพี่ฮีชอล


กระต่ายตัวกลมเดินทอดฝีเท้าออกมาจากตัวบ้าน ชิงช้าที่เคยมานั่งไกวเล่นยามว่างคือจุดหมาย ลมเย็นยังพัดเอื่อยฤดูหนาวย่างเข้ามาพร้อมความเย็นเยือกในอกจนสั่นสะท้าน ดวงตาคู่กลมไหวระริกยามมองไปรอบอาณาเขตขนาดย่อมนั้น หรือทุกอย่างจะกลายเป็นความฝันไปเสียแล้ว


รอบบ้านยังสงบเงียบเหมือนปกติ แสดงว่ายังไม่มีนักข่าวสำนักไหนได้กลิ่นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ หรือ ไม่ก็ได้แล้วแต่ไม่สามารถทำอะไรได้ ซองมินแค่นหัวเราะ แบบนี้แหละ ซองมินถึงได้มั่นใจว่ามันไม่ใช่เรื่องปกติ ซองมินถึงได้ปักใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันจะต้องมาจากคำพูดของคุณลุงคนนั้นแน่นอน



‘ บอกมันด้วยว่า อย่าได้ลำพองใจไป ฉันเป็นพ่อมัน ฉันจะไม่มีทางปล่อยมือจากลูกชายตัวเองแน่นอน ไม่ว่าจะด้วยทางใด ฉันจะพาคยูฮยอนกลับไปให้ได้ ‘



สองพ่อ-ลูก กำลังทำสงครามกันโดยมีคนรอบข้างเป็นเครื่องมือ เป็นโชคร้ายของพวกเขาหรือเปล่านะที่คยูฮยอนเลือกแฝงตัวเข้ามาในเอสเจ ในบริษัท เป็นโชคร้ายของซองมินหรือเปล่าที่ดันไป ‘เผลอรัก’
คนเลือดเย็นคนนั้นโดยไม่รู้ตัว ไม่ยอมห้ามใจ ใจอ่อน หลงเชื่อคำโกหกหลอกลวงของอีกฝ่ายง่ายๆ เจ็บแบบนี้ก็สมควรแล้วอีซองมิน


ก่อนน้ำตาหยดแรกจะหล่นลงต้องผิวแก้ม ซองมินก็เงยหน้าขึ้นสูง สูดลมหายใจลึกอย่างไม่ยอมแพ้ เขาอ่อนแอมามากแล้ว รู้ดีว่าความอ่อนแอมันไม่ได้ช่วยแก้ไขอะไรได้เลย มันรังแต่จะทำให้จิตใจเขาดำดิ่งลงสู่ห้วงเหวลึก หม่นหมอง โศกเศร้า ซองมินไม่อยากเป็นแบบนั้น เขาจะไม่ยอมแพ้ ไม่.....


เสียงความเคลื่อนไหวด้านหลังหยุดทุกความคิดของอีซองมินได้อย่างน่าโมโห
คนตัวเล็กแทบจะหัวเราะออกมาด้วยความสมเพชตัวเอง เป็นยังไงล่ะซองมิน บอกว่าจะเข้มแข็ง จะเข้มแข็ง ทำไมแค่ได้ยินเสียงฝีเท้านายถึงกับคิดอะไรไม่ออกเลยล่ะ ไม่ว่าจะยกแรก ยกสอง นายก็หวั่นไหวกับคู่ต่อสู้ตั้งแต่ก่อนขึ้นสังเวียนแบบนี้แล้ว จะเอ