Sweet Revenge 19

posted on 17 Jan 2008 18:51 by kiraz in Sweet-Revenge



ปัง!




สิ้นเสียงกระแทกบานประตูปิดก็ปรากฏร่างขาวจัดก้าวเร็วๆ เข้ามา ซองมินที่เคยยิ้มแย้มแจ่มใสได้ทั้งวันเดินเข้าบ้านมาด้วยสีหน้าที่ “ตูม” จนฮีชอลที่กำลังถือแก้วน้ำออกมาจากห้องครัวด้านหลังอดทักด้วยความเป็นห่วงไม่ได้


“ซองมิน ทำไมทำหน้าแบบนั้น” คนถูกทักชะงักเท้า บู้ปาก ตวัดตามองไปทางประตูบ้านแล้วก็ตรงแน่วมากอดเอวฮีชอลหมับ พี่ชายหน้าสวยได้แค่เลิกคิ้วงงๆ “เป็นอะไร ใครทำให้โกรธหรือ”


“อาการแบบนี้ ฉันเดาว่าคงเป็นเพราะน้องรักของนายนะฮีชอล”


“พี่อีทึก วันนี้ไม่มีงานหรือครับ”


“มีแต่รายการวิทยุตอนค่ำเท่านั้นแหละ ว่าไง ยังไม่ได้ตอบพี่ฮีชอลเลยนะเรา” อีทึกที่เดินตามออกมาจากหลังบ้าน ดึงแขนอวบให้ออกจากเอวฮีชอล แล้วก็เลยลากกันไปนั่งตรงโชฟาหน้าทีวี ซองมินถอนใจเฮือกใหญ่เหมือนกับว่าถ้าทำแบบนั้นแล้วมันจะบรรเทาความเคืองขุ่นในอกนี้ลงได้


“ผมโมโห”


“โมโหใคร”


“จะใครซะอีกล่ะครับพี่ ถ้าไม่ใช่..............”


“กลับมาแล้วครับ อ้าว พี่สองคนวันนี้ไม่มีงานหรือครับ”


น้องเล็กสุดของวงพาหน้าตาหล่อกระชากใจเปิดประตูเข้ามา หยุดทุกคำพูดของซองมินให้กลายเป็นอาการพองแก้มเป็นปลาทองแทน คนที่นั่งตรงกลางระหว่างอีทึกกับฮีชอลเม้มปากจนเหลือแต่ก้อนกลมสองก้อนข้างแก้ม สะบัดหน้าไปอีกทาง อีทึกทำเหมือนไม่เห็นภาพนั้น ไม่ใช่ไม่สนใจอารมณ์ความรู้สึกของน้อง แต่คนทั้งบ้านเขารู้กันหมดแหละว่า...ช่วงนี้ซองมินงอนคยูฮยอนด้วยเรื่องอะไร ก็มีอยู่เรื่องเดียวนั่นแหละ


“นั่นแน่ะ สมกับเป็นคู่รักของค่าย ถามเหมือนนัดกันมาอย่างนั้นแหละ”



“คงจะอย่างนั้นแหละครับ ช่วงนี้จะพูดจะทำอะไรก็ต้องนัดกันก่อนไม่อย่างนั้นจะมีคนบางคนหลุดคิวได้”


คยูฮยอนว่าผ่านรอยยิ้มบาง ซองมินพ่นลมขึ้นจมูก ใช้สายตาเขียวขุ่นตวัดมองคนพูด แค้นที่สุด เคืองที่สุด แต่ก็อึดอัดที่สุดเพราะทำอะไรไม่ได้



“เก็บไว้เตือนตัวเองเถอะประโยคนั้นน่ะ”



มากสุดก็คงตอบโต้ได้แค่นี้แหละซองมิน สมเพชตัวเองชะมัด


“ผมทำอะไรครับซองมินฮยอง ทำไมผมต้องเตือนตัวเองด้วย คนที่ชอบลืมหน้าที่ของตัวเองสิต้องทำแบบนั้น วันนี้พี่ก็เกือบทำให้คนอื่นๆ สงสัยความรักของเราไปหลายครั้งเลยนะ รู้ตัวหรือเปล่า”


“ความรักของเรา เฮอะ ใครรักกับนายไม่ทราบ”



“ในสำเนาทะเบียนบ้าน พี่ชื่อลีซองมินหรือเปล่าล่ะครับ ถ้าใช่ก็ไม่น่าผิดตัวนะ”
หนุ่มหล่อยิ้มเป็นต่อ เอียงคอมองใบหน้าอิ่มกลมของซองมินพลางยักคิ้วท้าทาย ซองมินฮึดฮัดซ้ายขวา สุดท้ายน้องรักของฮีชอลก็ฟ้องพี่ชายอย่างหัวเสีย


“พี่ดูสิครับ ดูสิ”


“พี่ก็ดูอยู่ พวกนายสองคนนี่กัดกันไม่เลิกจริงๆ นะ นึกว่าคบกันแล้วจะเลิกกัดกันเสียอีก”


“ใครคบกับใคร มันเป็นเรื่องของพวกผู้ใหญ่ ผมไม่เกี่ยวด้วยนะ” กระต่ายตัวอ้วนท้วงเสียงสูง พี่ชายหน้าตาดีเว่อร์ทั้งสองคนก็เอาแต่ยกยิ้มมุมปากตามไอ้น้องเล็กไปอีกคน ซองมินเลยยิ่งออกอาการ เด็กหนุ่มพ่นเสียงแปลกประหลาดออกจากคอ เดินหนีขึ้นห้องตัวเองไปทันที


“เรื่องก็ผ่านมาตั้งพักใหญ่แล้ว ซองมินยังไม่ชินอีกหรือเนี่ย”


“น่า เจ้าอ้วนมันพวกปากแข็งใจอ่อน คงอายนั่นแหละ อายมากเข้าก็พาลเคือง แล้วนายมายืนยิ้มอยู่ทำไมคยูฮยอน ไม่รีบไปง้อพี่นายล่ะ”


“ไม่ล่ะครับ ผมหิว”


ปฏิเสธเสร็จก็ตรงแน่วไปทางห้องครัว ฮีชอลหัวเราะทั้งที่ไม่รู้สึกขำ หันมามองอีทึก หัวหน้าวงก็ยักไหล่พลางคว้าเอานิตยสารมาเปิดอ่าน จะกังวลใจไปทำไม อย่างน้อยตอนนี้เจ้าสองคนนั่นก็ไม่ได้เอาแต่ปิดปากเงียบแล้วก็ใช้สายตาท้าทายกันผ่านบรรยากาศเยียบเย็นเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ซองมินที่เคืองคยูฮยอนด้วยกริยาที่เป็นธรรมชาติ ไม่ฝืนเชิดใส่ ไม่มองผ่านเลยเจ้าน้องเล็กเหมือนเมื่อก่อนนั่นหมายความว่า ซองมินยอมเปิดใจให้คยูฮยอนแล้ว ที่ต้องกังวล....น่าจะเป็นสายตาและรอยยิ้มที่อ่านไม่ออกของโจคยูฮยอนต่างหากล่ะ


ตั้งแต่ต้นสังกัดมีคำสั่งให้ทำตามข้อเสนอของโจคยูฮยอนก็เหมือนจะเกิดจราจลย่อมๆ ขึ้นในทุกที่ที่สองคู่หูไปปรากฏตัว ไม่มีการจัดการแถลงข่าว ไม่มีการให้สัมภาษณ์สื่อใดเป็นพิเศษ คำตอบที่ได้รับทุกครั้งที่เอ่ยถามคือรอยยิ้มกรุ้มกริ่มและการแสดงออกถึงความสนิทสนม ความผูกพันของโจคยูฮยอน และอาการกึ่งกล้ากึ่งเขินของลีซองมินเท่านั้น


ท่าทีกึ่งเล่นกึ่งจริง การตอบคำถามที่ชาญฉลาด จับไม่ได้ไล่ไม่ทัน ไม่เคยจนมุมของชายหนุ่มหน้าเข้มยิ่งโหมข่าวลือให้แพร่กระจายไปทั่วทุกสารทิศ มีทั้งเสียงวิพากษ์วิจารณ์และเสียงชื่นชมจากคอลัมน์นิสต์ทั่วประเทศ ยิ่งถูกเอ่ยถึงมาแค่ไหน เรทติ้งของอัลบั้มพิเศษยิ่งพุ่งแรงเป็นเงาตามตัว


แฟนคลับแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ กลุ่มที่ปักใจเชื่อว่าทั้งสองเป็นเพียงแค่เพื่อนร่วมงานแต่สนิทสนมกันมากเท่านั้น และกลุ่มที่สองคือกลุ่มที่เชื่ออย่างถวายหัวว่า “ลัทธิคยูมินอีสเรียลแอนด์ฟอร์เอฟเวอร์”
เมื่อไม่มีการพิพาทรุนแรงเกิดขึ้นและความนิยมไม่ได้ตกลงไป ทางต้นสังกัดจึงยินดีกับแผนของโจคยูฮยอนยิ่งนัก

เจ้าตัวเองก็ดูพอใจที่ได้ทำในสิ่งที่ตนชอบ เหตุผลที่คยูฮยอนให้กับทุกคนคือเพื่องานกับเขาไม่อยากโกหก แม้เพื่อนคนอื่นๆ จะพยายามล้วงความลับเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเขากับซองมินมากแค่ไหน ทุกคนก็ได้คำตอบกลับมาเพียงแค่รอยยิ้มและประโยคที่ตอบกองทัพนักข่าวไปเพียงเท่านั้น


ผิดกับซองมินที่ดูจะอึดอัดใจทุกครั้งที่ต้องให้สัมภาษณ์หรือเอ่ยถึงประเด็นนี้ กระต่ายอ้วนอึกอัก ถามคำตอบคำ และถ้าจำเป็นต้องตอบยาวๆ ก็มักจะโยนให้เป็นหน้าที่ของคยูฮยอน มีหลายครั้งเช่นกันที่ซองมินเผลอค้านคำพูดของคู่หูให้คนฟังสงสัย และก็เป็นหน้าที่ของคยูฮยอนที่ต้องกลบเกลื่อนและดึงเข้าเรื่องอื่นด้วยการจับมือ โอบ กอด หรือแกล้งหอมแก้มซองมินโชว์สายตาคนเหล่านั้น


ซองมินไม่ได้รังเกียจเหมือนเมื่อก่อน แต่ซองมินอึดอัด



อึดอัดที่เรื่องของคนสองคนมันกลายเป็นเครื่องมือหาเงินของหน่วยงาน ซองมินรู้สึกแย่ที่ใครต่อใครพากันจับตามองพวกเขาราวกับเป็นสิ่งแปลกประหลาดของโลก กระดิกตัวไปทางไหนไม่ได้นอกจากทำงาน ทำงาน และทำงาน พอมีเวลาว่างอิสระทั้งหมดก็โดนริดรอนไปโดยกลุ่มนักข่าวและปาปารัซซี่ ออกไปไหนไม่ได้ แม้แต่ร้านเค้กเจ้าประจำที่ต้องไปทุกเดือนก็ไม่สามารถจะเหยียบย่างเข้าไปได้อีก อยากไปไหนก็ไม่ได้ไป อยากทานอะไรก็ไม่ได้ทาน ความรู้สึกอันละเอียดอ่อนที่ควรเปิดอกพูดกันให้รู้เรื่องกลับถูกละเลยโดยใครอีกคน


ทุกสิ่งรอบตัวล้วนแต่สร้างความคับข้องใจให้ แล้วอย่างนี้...ซองมินจะมีความสุขได้อย่างไร









ประตูห้องถูกเคาะขึ้นกลางดึก เมื่อเห็นว่าเป็นเจ้าของห้องอีกคนหนึ่งซองมินก็พลิกตัวตะแคงหน้าเข้าผนัง นอนนิ่งไม่ไหวติง ให้คยูฮยอนเข้าใจว่าเขาหลับน่ะดีที่สุดแล้ว ซองมินไม่อยากคุยกันใครตอนนี้


“พรุ่งนี้จะไปไหนหรือเปล่า”


ไอ้คนเป็นน้องมันถามเหมือนไม่รู้ว่าพี่มันหลับ ซองมินถอนใจยาว


“ทำไมต้องไปล่ะ”


“ก็พรุ่งนี้วันหยุด ฮยองไม่ได้บอกหรือ” คยูฮยอนหมายถึงผู้จัดการส่วนตัวของเขาสองคน


“บอก แล้วยังไงล่ะ ถึงจะเป็นวันหยุดแต่ก็ใช่ว่าจะไปไหนได้นี่”


“แต่วันพรุ่งนี้..........”
เสียงทุ้มชะงักไปเมื่อซองมินดึงผ้าห่มขึ้นคลุมหัว คยูฮยอนเงียบไปอึดใจก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “ช่างเถอะ ขอโทษที่กวน”


คยูฮยอนออกไปแล้ว ออกไปไหนไม่รู้ ซองมินอยากจะถามตั้งแต่คนตัวสูงลุกไปจากเตียงแต่ทิฐิในใจมันปิดปากเค้าแน่น ซองมินเลยได้แต่นอนฟังเสียงฝีเท้าเชื่องช้าเดินออกจากห้องจนเงียบไปในที่สุด ไม่ได้อยากงอนนะ ไม่ได้อยากทำตัวงี่เง่าด้วย แต่.....เฮ้อ....แต่มันรู้สึกไม่ดีนี่นา


คยูฮยอนทำเหมือนเรื่องของเขาสองคนเป็นเรื่องเล่นๆ ตอบคำถามแต่ละครั้งก็กึ่งเล่นกึ่งจริง ไม่มีท่าทีว่าจะคิดมากหรือซีเรียสเหมือนซองมินสักนิด นายจริงจังหรือเปล่าคยูฮยอน เรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างเราสองคนที่สวนสาธารณะ ที่คอนโด ตั้งแต่ต้น....นายจริงใจหรือเปล่า










“กระต่าย ตื่นได้แล้ว!!”



วันหยุดที่หาได้อยากยากเย็นของเพื่อนตัวกลม ไม่ได้ทำให้ลีทงเฮนึกเห็นใจอยากให้เพื่อนได้พักผ่อนอย่างเต็มตาแต่อย่างใด ร่างเล็กโยนตัวเข้ามาทับเจ้าของเตียงเต็มแรงรัก ซองมินสะดุ้งตื่นมาเจออาการอึดอัดหายใจไม่ออกก็ครางเสียงแหบ


“ทงเฮอ่า อย่าเพิ่งกวนได้ไหมเล่า ฉันเพิ่งได้นอนเองนะ”


“เมื่อคืนกลับมาดึกหรือ ไม่น่าใช่ พี่ฮีชอลบอกว่ากลับมาตั้งแต่หัวค่ำนี่ มัวทำอะไรอยู่ทำไมไม่นอน” ซองมินครางอื่อในคอ พลิกตัวหนีแสงจ้าที่ส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาพร้อมกับดึงหมอนมาปิดใบหน้า แต่ระดับปลาบู่น้อยน่ะหรือจะยอมล่าถอยเพียงเพราะการโดนหันหลังให้ ทงเฮสอดมือเข้าไปใต้หมอน จับจมูกซองมินบีบอีกมือก็กดทับริมฝีปากอิ่มไว้


“จะทนได้นานแค่ไหนน๊า หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า หก.......” นับเกือบจะถึงสิบอยุ่แล้ว ซองมินก็ลุกพรวดขึ้นนั่งหอบหน้าแดง ทงเฮหัวเราะเอิ๊กอ๊าก อ้าแขนกอดร่างนิ่มพลางโยกไปมา “อารมณ์ไม่ดีหรือ ใครทำอะไรให้บอกมาดิ๊ เดี๋ยวจัดการให้”


“ทงเฮนั่นแหละต้องจัดการตัวเอง เราง่วงนะ อยากนอน”


“ไม่เอาน่า วันนี้ฉันว่างถึงสิบเอ็ดโมงเท่านั้นนะ นานแค่ไหนแล้วที่เราไม่ได้อยู่บ้านด้วยกันน่ะ ลุกเถอะ ไปดูแผ่นกัน” แผ่นที่ว่าคือรายการแทบทุกรายการที่พวกเขาไปเป็นแขกรับเชิญ เป็นพิธีกร หรือทำหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่ง ในเมื่อไม่มีเวลามานั่งดูหน้าจอตามเวลาที่ออกอากาศ ผู้จัดการผู้รอบคอบจึงจัดการขอเทปเหล่านั้นจากทีมงานมาเสริ์ฟให้ถึงบ้าน ใครว่างตอนไหนก็เอาไปเปิดดูทั้งเพื่อความบันเทิงและเพื่อตรวจสอบพัฒนาการของตนเอง


หลังจากพยายามต่อรองและเสี่ยงต่อการโดนทงเฮปล้ำฟัดแก้มอยู่หลายนาที ซองมินก็ต้องลุกตามแรงลากของคนมาปลุกแบบไม่เต็มใจนัก ร่างขาวนวลอาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็ปล่อยให้ทงเฮที่อุตส่าห์นั่งรอล็อคคอลงไปชั้นล่างของบ้าน ฮยอกแจนอนเอกเขนกอยู่หน้าทีวีมุมเดิม คิบอมที่ดูเป็นผู้ดีหน่อยนั่งนวดขมับตัวเองพลางอ่านบทละครไปด้วย ซองมินชำเลืองไปทางห้องครัว



เมื่อคืนก็ไม่กลับห้อง เช้านี้ยังหายไปอีกหรือ ?



“มีใครเห็นคยูฮยอนบ้างไหม”


“โหะ ซองมิน แยกๆ กันอยู่บ้างเถอะน่า ทำงานด้วยกันทุกวัน นอนด้วยกันทุกคืน วันหยุดแบบนี้ก็ยังคิดจะตัวติดกันอีกหรือ มานั่งตรงนี้มา” ไก่ต๊อกเพื่อนรักตบที่ข้างตัวปุๆ บังคับทั้งสายตาและน้ำเสียงให้ซองมินต้องเดินลากเท้าไปนั่งปุ๊กอยู่ตรงนั้นมีทงเฮคลอเคลียเข้าไปนั่งด้วย ตอนนี้เพิ่งเก้าโมงเช้ากว่าจะได้รับอิสระจากทงเฮก็อีกประมาณชั่วโมงครึ่ง ถึงตอนนั้นค่อยกลับขึ้นไปนอนก็แล้วกัน


“คยูฮยอนลงมานั่นไง ซองมิน”


“....................” กระต่ายน้อยหันไปตามคำบอกเล่าของพ่อคนดีคิมคิบอม คยูฮยอนกำลังเดินลงมาจากชั้นบนจริงๆ ด้วย แต่งเนื้อแต่งตัวซะหล่อ หมวกกับแว่นกันแดดในมือบอกให้รู้ว่ารูมเมทของซองมินกำลังจะออกไปข้างนอก เจ้าน้องเล็กชำเลืองมองมาทางพวกเขา ยกหมวกในมือขึ้นแทนคำอธิบาย แล้วร่างสูงก็ก้าวยาวๆ ลับหายไปจากระยะที่ซองมินจะมองเห็นได้


“เมื่อกี้ไม่เห็นในห้องนี่หว่า เจ้าเด็กนั่นหายไปไหนมาเหรอซองมิน”


“ไม่รู้เหมือนกัน” ซองมินส่ายหน้า


“มันนอนห้องฉันตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ไอ้คู่นี้ทำอย่างกับสามีภรรยาทะเลาะกัน โกรธกัน งอนกันแล้วก็ต้องมีคนหนึ่งหอบหมอนผ้าห่มไปนอนที่อื่น มีเรื่องอะไรกันหรือเปล่าซองมิน” ซองมินส่ายหน้าอีกครั้ง


“ไม่พูดก็ตามใจ หิวแล้วเว้ย ไปหาอะไรกินดีกว่า”


“รอด้วยสิ ฉันก็หิวเหมือนกันนะ”


“หิวก็ตามมา แต่ถ้าใครอยากสวีทกันสองต่อสอง จะนั่งอยู่แถวนี้ก่อนก็ได้ ไม่ว่ากัน” เพราะประโยคนี้ของฮยอกแจทำให้ซองมินต้องเหลียวกลับไปมองด้านหลัง ทงเฮที่กำลังตามมาถูกคิมคิบอมรั้งข้อมือไว้ คนตัวเล็กกว่าทำท่าจะยื้อเอาอิสรภาพของตัวเองคืนแต่พอคิบอมขยับริมฝีปากขึ้นลงช้าๆ ทงเฮก็ยอมนั่งลงอย่างว่าง่าย ซองมินมองฮยอกแจตาโต สองคนนั่น.......


“ปล่อยไปเถอะ มาทางนี้ดีกว่า ฉันมีเรื่องจะถามนาย”


“เรื่องอะไร” ฮยอกแจเลือกอาหารเช้าสำหรับสองคนใส่ไมโครเวฟอุ่น ระหว่างที่รอซองมินเตรียมน้ำดื่มกับจานช้อนตะเกียบ ฮยอกแจก็เคาะนิ้วรัวๆ กับโต๊ะ ม