Sweet Revenge 18
posted on 04 Dec 2007 19:38 by kiraz in Sweet-Revenge
ความเชื่อใจทำให้เรามีความสุขกับการรับรู้ว่าเรามีใครอีกคนหนึ่งอยู่กับเราตลอดเวลา ทั้งในยามหลับตาฝันและลืมตาตื่น คำว่าเชื่อใจทำให้เราสามารถยิ้มกับสิ่งรอบตัวได้แม้ว่าอีกฝ่ายจะไม่ได้อยู่ข้างกาย แม้ไม่อาจเห็นด้วยตา ไม่อาจยื่นมือไปแล้วสัมผัสกันได้ แต่สิ่งที่เรียกว่าความสุขมันจะโอบล้อมเราไว้เสมอ.....ถ้าเรามีความเชื่อใจ
เชื่อ ไม่ว่าเมื่อไหร่เราก็มีแต่ความจริงให้กัน
เชื่อ แม้มันจะอยู่บนความไหวหวั่น ลังเลใจ
เชื่อ แม้ความส่วนลึกในใจมันจะเตรียมพร้อมสำหรับความเจ็บปวดไว้แล้วก็ตาม แต่เพราะใจมันสั่งให้เชื่อ....กายมันจะต้านทานอย่างไรไหว
“ตื่นแล้วหรือ”
เมื่อคยูฮยอนวางสายแล้วหันกลับมา ซองมินก็ยืนทึ้งชายเสื้อยืดพร้อมกับส่งรอยยิ้มเก้อๆมาให้ก่อนแล้ว เจ้าของห้องเลิกคิ้วมองตั้งแต่ปลายเท้าขึ้นมาจบที่ตากลมสวย ส่งยิ้มมุมปากใส่ตาคนที่กำลังหน้าแดงให้ความร้อนยิ่งแล่นซ่านไปตามผิวหน้าบางๆมากยิ่งขึ้น ซองมินเม้มปากจนเหลือแค่แก้มกลมๆ ดูน่ารักน่าเอ็นดูเหมือนไม่ใช่ผู้ชายอายุยี่สิบเอ็ดและความเป็นจริงข้อนั้นก็ทำให้เจ้าของร่างสูงเป็นฝ่ายเดินเข้ามาหาซองมินเสียเอง
แขนอุ่นสอดเข้ารอบเอวกลม เพิ่มแรงรัดจนซองมินแทบจมหายไปกับอก คนเป็นพี่ได้แต่เงอะงะวางไม้วางมือไม่ถูกแต่พอลูบๆคลำๆไปก็เจอตำแหน่งเหมาะ คล้องไหล่ไว้ก็แล้วกัน
“ฝันดีใช่ไหมเมื่อคืน”
“ก็ คงงั้นมั้ง” ตอบแผ่วๆ ก็ไม่เห็นต้องออกเสียงมากนี่นา แก้มแนบแก้มแบบนี้น่ะ แค่กระซิบก็ได้ยินเต็มสองหูแล้ว ขนาดเสียงลมหายใจของคยูฮยอนซองมินยังได้ยินเลย
“ไม่น่าถามเลยเนาะ มีผู้ชายแสนดีอย่างฉันนอนกอดทั้งคืนจะไม่ฝันดีได้ยังไง”
“หลงตัวเอง ปล่อยได้แล้ว ฉันหิว มีอะไรให้กินบ้างเนี่ย”
“ตื่นมาก็ถามถึงของกิน ถึงได้อ้วนกลมแบบนี้ไงล่ะ........แต่เอาเถอะ เห็นแก่ตัวนิ่มๆที่กอดแล้วอุ่นกำลังดี จะให้ยืมครัวทำอาหารเช้าเป็นการตอบแทนก็แล้วกัน”
เกือบแล้ว เกือบจะแทคตัวใส่ให้ซี่โครงเดาะแล้ว ถ้าไม่มีประโยคหลังตามมาช่วยไว้ โจคยูฮยอนท่าจะได้พักงานยาวเป็นเดือนเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บเพราะปากสวยๆนั่น เจ้าของฝีปากแก่กล้ายกยิ้มให้คนตัวเล็กกว่า แล้วก็เกี่ยวเอวซองมินไปทางห้องครัว อุปกรณ์ทันสมัยวางอยู่ครบครันแต่สภาพที่เรียบร้อยเหมือนถูกจัดวางไว้อย่างพอเหมาะพอดีนั้นมันทำให้ซองมินดูออกว่า เจ้าของบ้านคงไม่ค่อยโปรดปรานมุมนี้สักเท่าใดนัก ก็ดูเอาเถอะ พาเขามาส่งได้ก็ฮึมเพลงไปนั่งตรงโต๊ะกลางห้อง เท้าคางรอตาใสๆ
“อยากกินอะไรล่ะ”
“มีอะไรให้กินก็กินได้ทั้งนั้นแหละ”
“กำปั้นแน่ะ”
ปากตอบไป มือก็เปิดตู้เย็นมองหาของสดของคาวที่จะเอามาปรุงอาหารให้ท่านเจ้าบ้าน ซองมินเปิดฝาตู้เย็นแล้วก็แทบจะถอนใจหนักๆออกมาตรงนั้น ว่าง โล่ง นอกจากน้ำดื่ม เบียร์ เครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ และพวกเครื่องดื่มบำรุงกำลังแล้วก็แทบไม่มีสิ่งที่จะเรียกว่ารับประทานได้อยู่อีกเลย ไม่ต้องถามถึงผักใบเขียวแค่ไข่ไก่สักฟองยังไม่มี
“นายใช้ชีวิตอยู่ยังไงน่ะคยูฮยอน วันๆดื่มแต่ของพวกนี้หรือ”
“ลีซองมิน ลืมไปหรือเปล่าว่าเราใช้ชีวิตคู่อยู่ด้วยกันมาเป็นเดือนแล้ว ไอ้ของพวกนี้มันของไบรอันโน่น เกี่ยวกับฉันที่ไหน ถ้าไม่มีอะไรทำก็ช่างมันเถอะ ต้มบะหมี่หรือเอาอาหารแช่แข็งที่เหลืออยู่มาอุ่นเวฟก็ได้ ฉันทานได้ทั้งนั้น” กระต่ายสีชมพูทำเป็นไม่ได้ยินช่วงต้นของประโยคยืดยาวนั้นเสีย ข่มความเขินตอบผ่านสีหน้าที่พยายามให้นิ่งที่สุดว่า
“ไม่ได้ เพราะทานแต่ของพวกนี้น่ะสิถึงได้ขาดวิตามินแล้วก็ขี้หงุดหงิดแบบนี้ ฉันจะไปซื้อของสดตรงซุปเปอร์ นายจะเอาอะไรไหม” แวบแรกคยูฮยอนส่ายหน้าแต่พอซองมินแต่งตัวเสร็จถือกระเป๋าเงินออกมาจากห้องนอน เด็กหนุ่มก็สวมกางเกงห้าส่วนกับเสื้อยืดสีส้มยืนรออยู่แถวตู้เก็บรองเท้าเป็นที่เรียบร้อย
“ฉันไปด้วยก็แล้วกัน” ซองมินย่นจมูกตอบ เดาใจไม่เคยถูกเสียที
การซื้อของกับคยูฮยอนเป็นเรื่องที่ซองมินหนักใจใช่น้อยเพราะตั้งแต่เดินเข้าไปในมินิมาร์ทตรงหัวมุมถนนใกล้กับคอนโด ตั้งแต่พนักงานไปจนถึงลูกค้าก็พากันตาโต แอบชี้ชวนกันมองชายหนุ่มประหนึ่งไม่เคยพบเคยเห็น ซองมินดึงหมวกไหมพรมให้ปิดลงมา ไม่อยากเอาหน้าตัวเองไปเพิ่มระดับความสนใจจากคนรอบข้างเหมือนไอ้คนบางคนที่ไม่ยอมสวมทั้งหมวก ทั้งแว่นตา แถมยังกล้ากระตุกยิ้มแจกจ่ายให้สาวๆแถวนั้นละลายกันเป็นแถบๆอีกด้วย รู้แล้วว่าหล่อว่าหน้าตาดี แต่ตอนนี้...ตอนที่เป็นวันหยุดพักผ่อน ตอนที่อยู่ในเวลาส่วนตัวกับซองมิน ช่วยพับความดูดีเก็บไว้ก่อนจะได้ไหม
ซองมินขัดใจจนหยิบจับของทุกอย่างที่ต้องการยัดใส่ตะกร้าในมือคยูฮยอนได้ครบภายในเวลาไม่ถึงห้านาที!
“โกรธอะไรน่ะ”
“ใครโกรธ”
“อยู่กันสองคนจะให้พูดถึงใครล่ะ โกรธอะไร เดินปัดๆ ไม่ยอมพูดยอมจา ดูสิรีบเดินจนตูดบิดไปหมดแล้ว” มันไม่พูดเปล่า ไอ้น้องเล็กตัวร้ายมันก็เนียนก้าวเข้ามาชิดแถมยังกดปลายนิ้วย้ำลงกับบั้นเอวซองมินแรงๆ กระต่ายตัวขาวสะบัดหนี ตวัดตามองคนตัวสูงกว่าอย่างขุ่นเคือง
“นี่มันข้างถนนนะ ทำอะไรระวังบ้าง” คยูฮยอนยักไหล่ กวาดมองไปรอบตัวเหมือนไม่แยแส
“อยู่ในห้องก็ใช่ว่าจะยอมให้ทำง่ายๆ บอกมาว่าโกรธอะไร”
“ฉันไม่ได้โกรธ แค่หิวข้าว พอใจหรือยัง”
“ปากไม่ตรงกับใจนะเนี่ย.....” พูดถึงปากตาก็มองนิ่งที่กลีบปากอิ่มสวย รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ และสายตาที่มองต่ำลงมาอย่างหมายมาดทำเอาซองมินเย็บวาบในอก ไม่นะ ตรงนี้มันข้างถนนแถมยังเป็นกลางวันแสกๆ ไอ้เด็กนี่มันบ้าไปแล้วหรือไง
“อย่านะ”
“รู้ด้วยหรือว่าฉันกำลังจะทำอะไร”
“รู้สิ นายตั้งใจจะจูบฉัน”
“รู้ใจ” ซองมินดึงหน้าตัวเองออกห่างแต่ปลายนิ้วแข็งๆที่สอดเข้ารั้งท้ายทอยเขาไว้ทำให้ระยะห่างระหว่างใบหน้าทั้งสองมันไม่ได้ดั่งใจคนตั้งท่าจะหนี ดวงตาคู่เล็กเบิกกว้าง ฉายแววตื่นตระหนกเมื่อคิดถึงเหตุการณ์สะเทือนฟ้าดินที่อาจจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า คยูฮยอนโน้มใบหน้าลงมาช้าๆ ถามเจือรอยยิ้มบาง
“โกรธอะไร”
“ไม่...ไม่ได้โกรธ.....อย่า.......” เอียงหน้าหลบเป็นพัลวัน ถุงกระดาษสีน้ำตาลที่หอบอยู่เกือบหลุดร่วงจากมือ คยูฮยอนไม่ยอมถอยห่าง แกล้งเฉียดจมูกกับผิวแก้มนุ่มแล้วก็ถามย้ำอีกครั้ง
“บอกมาสิ ซองมิน”
“คยูฮยอนอ่า....ฉันไม่ได้โกรธจริงๆนะ ปล่อยเถอะ ฉันหิวแล้ว” น้ำเสียงเปลี่ยนโทนเป็นออดอ้อน นุ่มหูด้วยความกลัวปนอาย คยูฮยอนหัวเราะลงคอ ยอมคลายมือจากต้นคอคนตัวเล็กแล้วก็ยิ้มมองคนเป็นพี่วิ่งตุ่บๆเข้าคอนโดไปอย่างสบายอารมณ์
เอาเถอะ แค่นี้ก็คงพอแล้วมั้ง
อาหารเช้าเกือบจะกลางวันมือนั้นจบลงด้วยของหวานที่ซองมินเลือกซื้อผลไม้กระป๋องมาใส่ไอศกรีม นมและโยเกิร์ตปั่นรวมกัน ได้ไอศกรีมปั่นสูตรพิเศษที่มีผลไม้รสชาติแปลกลิ้นเติมหน้าแต่ก็อร่อยใช้ได้จนคนที่ยอมสละตัวเองเป็นลูกมือเอ่ยชมออกมาสองสามคำ
หลังเก็บกวาด ทำความสะอาดแล้วก็คือเวลาพักผ่อนอย่างแท้จริง ตอนนี้ซองมินกำลังนอนกลิ้งอยู่บนพรมเนื้อหนานุ่ม คร่ำเคร่งกับการหนังสือนวนิยายสืบสวนสอบสวนจนคิ้วแทบจะผูกกันเป็นโบว์ อ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมงก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะคลายความระทึกลง ศีรษะเล็กวางซบลงกับหมอนตะแคงซ้ายขวาอ่าน พลางจิ๊ปากครั้งแล้วครั้งเล่าให้คนที่นอนทอดตัวยาวอยู่ตรงโซฟาต้องละความสนใจจากนิตยสารในมือแอบชำเลืองมองอยู่บ่อยๆ
“อะไรกันนะ ตกลงใครมันเป็นคนทำกันแน่”
เสียงใสพึมพำ พลิกตัวนอนคว่ำแล้วก็กดริมฝีปากกับหมอนใบใหญ่ โผล่มาแต่ลูกตาใสปิ๊งที่จ้องหน้ากระดาษแทบไม่กะพริบ คยูฮยอนหมดสิ้นความอดทน ร่างสูงเลื่อนตัวจากโซฟาลงมานอนทับเบาะเนื้อนิ่มที่สุดในโลกแล้วก็กดริมฝีปากกับขมับหอมเป็นการปิดเสียงโวยวายของเจ้าเบาะตัวกลม
“หนังสือเค้าเอาไว้อ่านให้เพลิดเพลิน ไม่ใช่ให้เครียด”
“ก็มันชวนคิดนี่นา คนนี้ให้ปากคำอีกอย่าง อีกคนให้อีกอย่าง ตกลงใครพูดจริงใครโกหกกันแน่ แถมอ่านมาค่อนเรื่องฉันยังเดาไม่ออกเลยว่าใครเป็นคนร้าย ทุกคนดูมีเหตุจูงใจในการฆ่าหมดแต่ก็มีหลักฐานกับพยานยืนยันความบริสุทธิ์ทั้งหมดเหมือนกัน คนเขียนเขียนได้ยังไงกันนะ เดาทางไม่ออกเลย”
“หาดูดีๆสิ คนโกหกน่ะมันมักจะมีพิรุธในคำพูดหรือการทำอยู่”
“พิรุธเหรอ.....”
“ใช่”
“ไม่เห็นมีใครเลย ฉันกลับไปอ่านตอนต้นก็ไม่เห็นว่าจะมีใครที่สามารถลงมือฆ่าผู้จัดการร้านได้ ทำยังไงดีคยูฮยอน ฉันไม่อยากอ่านตอนจบทั้งที่ยังเดาเรื่องไม่ออกแบบนี้”
“ถ้าอย่างนั้นก็เป็นคนที่ตรงกันข้าม”
“หมายความว่ายังไง” ชายหนุ่มยิ้มบาง วางศีรษะลงบนหมอนก่อนจะรั้งให้ซองมินนอนทับอกตัวเอง เกลี่ยข้อนิ้วกับผิวแก้มบางใสพลางอธิบายเสียงเรียบ
“หมายความว่า ถ้าหาคนที่มีพิรุธไม่ได้ คนที่มีหลักฐาน พยาน และมีคำให้การที่ลงตัวและพอเหมาะพอดีที่สุดนั่นแหละที่น่าสงสัย ความลงตัวที่มากเกินไปยังไงล่ะซองมิน”
“ลงตัวเกินไป....”
คนตัวเล็กพลิกหน้าหนังสือเร็วๆ กวาดตาไปมาอยู่หลายรอบก่อนจะร้องเสียลั่นห้องนั่งเล่น
“เจอแล้ว คนร้ายคือภรรยาของผู้จัดการ.....ใช่มั้ย....ใช่มั้ยคยูฮยอน”
คยูฮยอนยิ้มรับท่าทางดีใจเหมือนเด็กน้อยนั้น ให้รางวัลการสืบสวนของคุณนักสืบด้วยการดันตัวเองขึ้นจูบเร็วๆตรงปลายจมูกโด่งเล็ก ซองมินทำหน้าบู้ ทิ้งตัวลงเกยคางบนอกกว้าง ใช้สายตาวิบวับมองหน้าหล่อๆของคนที่อ่อนกว่าแค่อายุแล้วก็แอบยิ้มหวาน.....อารมณ์ดีสุดๆละตอนนี้
“ไม่อ่านต่อเหรอ”
“ไม่ล่ะ เอาไว้ก่อน ลีซองมินคนเก่งตีปริศนาออกแล้วจะอ่านต่อเมื่อไหร่ก็ได้”
“ถ้าอย่างนั้นตอนนี้นายก็ต้องรู้แล้วสิว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาฉันพูดจริง หรือ โกหก” เจ้าของตากลมใสกรอกตาไปมา ทำหน้านิ่ว ปากอูด ก่อนจะส่ายหัวดิก “ไม่รู้”
“ทำไมล่ะ จนป่านนี้ยังคิดว่าฉันโกหกอีกหรือ”
“ไม่รู้......” ลากเสียงยาว พลางซ่อนใบหน้าจากสายตากรุ้มกริ่มนั่นเสีย คยูฮยอนพลิกร่างเล็กให้หงายลงบนเบาะ ส่วนตัวเองก็เท้าศอกคร่อมซองมินไว้ ตาคมกริบจ้องประสานกับดวงตาคู่หวาน มองกันผ่านเสียงเพลงที่ดังแว่วมาจากห้องนอนของชายหนุ่ม นิ่งและเงียบฟังเสียงหัวใจที่กำลังเต้นระทึกแข่งกันตรงอกซ้าย เปลือกตาบางพริ้มหลับลงเมื่อใบหน้าหล่อจัดเคลื่อนเข้ามาใกล้จะมองเห็นแค่ภาพพร่าเลือน
สัมผัสอุ่นชื้นแนบลงกับมุมปากบางแผ่วๆ สำหรับจูบนี้…
“จริง หรือ โกหก” ฃองมินครางแผ่ว
“ไม่รู้”
.
.
.
“จริง หรือ โกหก” สำหรับจูบดูดดื่ม ลึกซึ้งที่ทำให้แทบขาดใจตาย ซองมินปรือตามองคนถามที่กำลังไล้ลิ้นเลียริมฝีปากแดงก่ำของตัวเอง กริยานั้นมันเร่งเร้าอารมณ์ในส่วนลึกจนความคิดเค้าสับสนไปหมด ฉันไม่รู้ ไม่รู้อะไรทั้งนั้นคยูฮยอน อย่าให้ฉันตอบนายตอนนี้เลย ได้โปรดเถอะ
ชายหนุ่มอ่านสายตาอ้อนวอนนั้นออก คยูฮยอนจึงประทับจูบอ่อนหวานกลางหน้าผากมนแล้วลดตัวลงนอนกอดร่างนิ่มไว้ กดอารมณ์ดิบที่กำลังลุกฮือในอกราวกับไฟได้เชื้อชั้นดีให้สงบลงอย่างยากเย็น และเพียงไม่นาน ซองมินก็ได้ยินคยูฮยอนเอ่ยถามเสียงเบา
“นายเคยโกหกคนอื่นไหมซองมิน”
“เคยสิ บ่อยด้วย” โดยเฉพาะตั้งแต่ได้เจอกับนาย ฉันต้องโกหกและปิดบังเรื่องราวสารพัดเรื่องเพื่อรักษาน้ำใจคนอื่นๆ และเพื่อให้วงของเราอยู่กันได้ตลอดรอดฝั่ง
“เรื่องโกหกที่ร้ายแรงที่สุดของนายคือเรื่องอะไร”
“เรื่องอะไรงั้นเหรอ อืม เรื่องคราวที่แล้วไง ตอนที่นายหน้าช้ำ ปากแตกกลับบ้านนั่นน่ะ ฉันต้องโกหกพี่ฮีชอลกับพี่อีทึกเพื่อไม่ให้เรื่องมันลุกลามใหญ่โต ไม่อยากจะบอกเลยว่าฉันต้องนั่งก้มหน้าไม่ยอมสบตาพี่ๆเพราะกลัวคนอื่นๆจะจับได้ว่าแอบแต่งเรื่องขึ้นมาเอง”
“ขอบใจนะ”
“อะไร”
“นายโกหกเพราะปกป้องฉันไม่ใช่หรือตอนนั้น”
“หลงตัว ฉันทำเพราะซุปเปอร์จูเนียร์ต่างหากล่ะ” คยูฮยอนหัวเราะ ลูบเรือนผมนุ่มเหมือนขนแมวพลางยิ้มเรียบๆ
“สมมุติว่าคนที่นายไว้ใจที่สุด เขาโกหกนาย เขาหักหลังอย่างจงใจ นายจะทำยังไง”
“อย่างจงใจเลยเหรอ เค้ามีเหตุผลหรือเปล่าล่ะ”
“คงมีมั้ง”
“ถ้ามี ตามหลักการแล้วก็คงต้องฟังเหตุผลกันก่อน แต่ในทางปฏิบัติถ้าเกิดเรื่องแบบนั้นจริง ฉันว่าวูบแรกฉันคงโกรธจนหูอื้อตาลายเลยล่ะ คงไม่สามารถทนฟังคำอธิบายของเค้าได้ อาจจะต้องรอให้ใจเย็นลงหรือรอให้เวลาผ่านไปสักพักก่อนถึงจะยอมมองหน้าอีกที”
“แสดงว่าโกรธมากเลยน่ะสิ” กระต่ายน้อยพรูลมหายใจยาว
“อืม คนที่เราไว้ใจเชียวนะ แต่ความโกรธน่ะมันเทียบไม่ได้กับความเสียใจหรอก ทั้งเสียใจและเสียความรู้สึก ไม่รู้สิ ฉันยังไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนั้นนะ เดาเอาว่าคงประมาณนี้แหละ นายอยากรู้ทำไมเนี่ย” คยูฮยอนนิ่งไปอึดใจ ซองมินเลยสะกิดเตือน คนตัวสูงมองลึกลงไปในหน่วยตาสวยที่วางอยู่บนหมอนใบเดียวกัน มองด้วยสายตาที่ทำให้ซองมินต้องแก้มร้อนซู่
“ถามไม่ได้เหรอ”
“ได้ แต่ก็บอกเหตุผลด้วยสิ”
“เหตุผลคือฉันอยากรู้ทุกอย่างที่เกี่ยวกับลีซองมิน เพียงพอไหม”
เพียงพอหรือไม่ แก้มแดงๆของลีซองมิน มันก็ตอบไปเรียบร้อยแล้ว
“มันเรื่องอะไรกันนะ ทำไมพี่อีทึกถึงไม่ยอมบอกเรา หรือจะมีใครโดนของอีกหรือเปล่าน่ะคยูฮยอน” คยูฮยอนส่ายหน้า ไม่คิดว่าจะเป็นแบบนั้น
“ไม่น่าใช่หรอก คราวที่แล้วยังบอกได้เลย”
“ฉันร้อนใจจังเลย สังหรณ์ว่ามันจะเกี่ยวกับเราสองคนโดยตรง”
“ใจเย็นๆน่า เดี๋ยวก็ได้รู้แล้วล่ะ ลงไปกันเถอะ”
จากที่ตั้งใจว่าจะกลับบ้านกันพรุ่งนี้เที่ยงเพราะคิวงานยาวเหยียดที่รออยู่นั้นมันเริ่มตั้งแต่บ่ายสามโมงเย็นก็กลายเป็นว่าถูกพี่อีทึกเรียกตัวให้กลับด่วนตั้งแต่เก้าโมงเช้า พยายามถามแล้วว่าเรื่องอะไรแต่หัวหน้าวงหน้าสวยกลับไม่ยอมหลุดปากบอก ย้ำแค่ว่าเดี๋ยวผู้จัดการจะขับรถของบริษัทมารับหน้าคอนโดและถ้ายังไม่ได้รับโทรศัพท์เรียกให้ลงไปก็ห้ามลงมาจากคอนโดเด็ดขาด ความอยากรู้อยากเห็นของซองมินมีมากจนเอ่ยขอร้องแกมบังคับให้ชายหนุ่มพาลงมายังล็อบบี้ และตอนนี้พวกเขาก็รู้ว่าทำผิดไปอย่างมหันต์
กองทัพนักข่าวที่ยืนสลอนกันอยู่หน้าประตูทางเข้าคอนโดของคยูฮยอนทำเอาชายหนุ่มรีบรั้งซองมินเข้าหลบอยู่ด้านหลัง กำลังก้าวเลี่ยงไปทางด้านข้างเพื่อหาที่กำบัง สายตาเหยี่ยวข่าวหนึ่งในนั้นก็พลันเหลือบมาเห็นแล้วก็ตะโกนชื่อเขาออกมา คยูฮยอนสบถเป็นภาษาที่ซองมินฟังไม่ออก ดึงแว่นกันแดดออกมาสวมพอดีกับที่คนกลุ่มนั้นกรูกันเข้ามาล้อมพวกเขาไว้ทุกด้าน
“นี่มันเรื่องอะไรกันครับ” ซองมินถามคล้ายกำลังเพ้อ มองคนมากมายที่ล้อมหน้าล้อมหลังเข้ามาพร้อมอุปกรณ์การสัมภาษณ์ครบมือแล้วก็เผลอเบียดตัวเข้าหาคยูฮยอนมากขึ้น เสียงเซ็งแซ่รอบตัวยิ่งกระตุ้นให้มือไม้อ่อนแรง บางประโยคซองมินไม่เข้าใจเลยได้แต่มองตอบตาแป๋ว ได้ยินเสียงคยูฮยอนเอ่ยเสียงเข้ม
“ขอทางด้วยครับ พวกเรามีงานต่อ”
“ตกลงที่ลงในข่าวนั่นเป็นความจริงหรือเปล่าคะ คุณคยูฮยอน คุณซองมิน”
“ข่าวอะไรหรือครับ” ซองมินยังไม่เข้าใจ หรือเรื่องพวกนี้มันเกี่ยวกับที่พวกเขาโดนเรียกตัวกลับบ้านด่วน
“ความสัมพันธ์ของพวกคุณสองคนเป็นแบบที่ลงข่าวหรือเปล่าครับ คุณคยูฮยอน”
“แบบไหนครับ พวกเรายังไม่รู้เรื่องข่าวที่ว่านั่นเลย” ตอบผ่านรอยยิ้มบาง พลางจูงมือซองมินให้เดินฝ่าออกไปยังทางออก ซองมินใจเต้นระทึก ข่าวอะไร ความสัมพันธ์แบบไหน นี่มันเกิดอะไรขึ้นอีก แรงกระชับตรงฝ่ามือทำให้ซองมินเงยหน้ามองคนตัวสูงอย่างสงสัย คยูฮยอนที่กำลังยิ้มให้นักข่าว ท่าทางไม่ทุกข์ร้อนแต่มือกลับเย็นเฉียบจนน่ากลัว
“พวกเราคงต้องขอกลับไปอ่านข่าวก่อนนะครับ ตอนนี้ยังไม่รู้เรื่อง บอกอะไรไม่ได้จริงๆ”
“ช่วยบอกอะไรหน่อยเถอะค่ะ พวกคุณสองคนรักกันจริงๆใช่ไหมคะ”
“..........................”
อะไรนะ?
“ครับ เราสองคนรักกัน ถ้าไม่รักจะทำงานด้วยกันได้หรือครับ” ริมฝีปากสีสดวาดเป็นรอยยิ้มยั่วเย้า ติดจะเล่นมากกว่าจริงจัง เหมือนมันจะเป็นคำตอบที่คลุมเครือและไม่ชัดเจนเท่าที่ต้องการ นักข่าวสาวคนนั้นจึงตั้งท่าจะซักต่อ แต่รถเก๋งคันสวยที่แล่นปราดเข้ามาเทียบราวกับนัดนั้นก็จบโอกาสของกองทัพนักข่าวไปเสียก่อน คยูฮยอนดันร่างเล็กให้เข้าไปนั่งตอนท้ายก่อนจะตามเข้าไปติดๆ ไม่ต้องรอให้ใครสั่งผู้จัดการมือหนึ่งก็พารถคันสวยทะยานออกไปจากตรงนั้นทันที
“นี่มันเรื่องอะไรกันครับพี่”
“พี่ต่างหากที่ต้องถามพวกนาย ซองมิน คยูฮยอน นี่มันเรื่องอะไรกัน”
“พวกผมก็ไม่รู้ ทำไมนักข่าวพวกนั้นถึงถามแปลกๆ อะไร ใคร รักกันไม่รักกัน.....” คนขับรถถอนใจเฮือกใหญ่ ซักถามจนแน่ใจแล้วว่าคยูฮยอนกับซองมินไม่ได้เปิดปากตอบอะไรไปให้เรื่องมันวุ่นวายยิ่งกว่าเดิม พี่แว่นก็สรุปสั้นๆ ว่าจะอธิบายทุกอย่างให้ฟังเมื่อกลับถึงบ้านพัก
หนังสือพิมพ์บันเทิงฉบับรายวันถูกวางลงช้าๆ หลังจากที่หัวหน้าวงส่งมันใส่มือซองมินและคยูฮยอนคนละฉบับคนละหัวกันแล้วก็ถอยไปนั่งกอดอกมองปฏิกริยาของคู่ดูโอทั้งสองเงียบๆ ซองมินกลืนน้ำลายอันเหนียวหนืดลงคอ วางมือจากฉบับหนึ่งก็หยิบฉบับอื่นๆขึ้นมากวาดตามองรูปและอ่านเนื้อข่าวจนครบ หนังสือพิมพ์บันเทิงรายวัน รายสามวัน รายสัปดาห์ เกือบสิบฉบับลงข่าวว่า เขากับคยูฮยอนมีความสัมพันธ์กันมากกว่าเพื่อนร่วมงาน !
“จะอธิบายว่ายังไง”
ซองมินชำเลืองมองคนที่นั่งติดกัน คยูฮยอนไม่ยอมพูดอะไรนอกจากนั่งเม้มปากมองภาพถ่ายที่โชว์หราอยู่บนหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ภาพที่เหมือนจะถ่ายจากมุมที่ไม่ไกลนัก มองเห็นผู้ชายสองคนที่กำลังเดินจูงมือกันเข้าไปในร้านมินิมาร์ทแห่งหนึ่งและเดินออกมาพร้อมถุงกระดาษสีน้ำตาลคนละใบ คนหนึ่งรูปร่างสูงโปร่งสวมเสื้อยืดสีส้มแบบพับแขนและกางเกงสีครีมยาวแค่เข่า ใบหน้าด้านข้างที่กำลังยกยิ้มน้อยๆนั้นมันชัดเจนเกินที่จะปฏิเสธได้ว่าไม่ใช่.....โจคยูฮยอน ส่วนที่อีกคนที่ตัวเล็กกว่าก็คงไม่ใช่ใคร ซองมินนั่นเองแหละ และมันคงไม่เป็นปัญหาถ้าไม่มีอีกภาพหนึ่งตามมา....ภาพที่เหมือนคยูฮยอนกำลังจับซองมินจูบข้างถนนหน้าคอนโด!
“ซองมิน พี่รอคำตอบอยู่นะ”
ซองมินครางเสียงสั่น ตาย ตายแน่ๆคราวนี้
“จะคบกัน รักกันก็ไม่มีใครว่า แต่พวกนายสองคนกำลังดังคับบ้านคับเมืองไม่ว่าทำอะไรมันก็กลายเป็นข่าวได้ทั้งนั้น ลืมที่พี่เคยเตือนแล้วหรือไง” ซองมินก้มหน้างุด เขาผิดเต็มประตูจะเถียงได้ยังไงกันล่ะ กระต่ายน้อยนั่งหน้าหมอง มองไปตรงหน้าก็เจอสายตาเย็นเฉียบของผู้จัดการทั้งสามคนจับจ้องตอบกลับมา มองไปด้านข้าง ด้านหลังก็เจอสายตาล้อเลียนของเพื่อนร่วมวงเข้าให้อีก คนตัวเล็กครางอื่อ ทำยังไงกันดีล่ะทีนี้
“จะกอด จะหอม จะอะไรกันทำไมไม่ไปทำในห้องหับมิดชิด นี่มันข้างถนน พวกนายเข้าใจไหมว่าข้างถนน หน้าคอนโดที่อาจจะมีพวกปาปารัซซี่ซุ่มอยู่ทุกพุ่มไม้ เฮ้อ ปวดหัวเว้ย”
“เราไม่ได้จูบกันนะครับ แค่....แค่เหมือนจะเท่านั้น”
“เหมือนจะอย่างนั้นเหรอ...ทำไมแค่เหมือนจะล่ะ” การแซวไม่เลือกจังหวะของซีวอนเล่นเอาผู้จัดการแทบเส้นเลือดในสมองแตก ฮยอกแจที่ยืนค้ำหัวพี่เจ้าชายอยู่เลยฟันฝ่ามือลงบนไหล่หนาฉับใหญ่ แต่พอชายหนุ่มพูดออกไปแล้วคนอื่นๆก็พลอยขำเอิ๊กอ๊ากตามกันแบบกลั้นไม่อยู่ คยูฮยอนวางหนังสือพิมพ์ลงบนโต๊ะ เอ่ยประโยคที่ทำให้ทั้งห้องเงียบกริบ
“มันไม่ใช่ฝีมือปาปารัซซี่ทั่วไป”
“หมายความว่ายังไง”
“ถ้าเป็นพวกนั้นมันจะเสนอขายให้ทางต้นสังกัดเราก่อนเพื่อต่อรองราคาใช่มั้ยครับ หากเราปฏิเสธมันก็จะต่อรองกับหนังสือพวกนี้ ขายข่าวให้ที่ใดที่หนึ่ง แต่นี่ไม่ใช่ถึงแต่ละฉบับจะเขียนข่าวไม่เหมือนกันแต่ก็ลงรูปเดียวกันทั้งหมด แสดงว่ามันมาจากแหล่งข่าวเดียวกัน เจ้าคนทำมันคงตั้งใจส่งไปให้ทุกที่ลงข่าวโดยไม่มีการต่อรองเรื่องผลประโยชน์ก่อนแน่นอน”
“คยูฮยอน นายหมายความว่า......” คยูฮยอนเอื้อมมือมาบีบมือเล็ก หยุดทุกข้อสงสัยของซองมินไว้เพียงแค่นั้น เรื่องทั้งหมดให้เป็นหน้าที่ของเค้าจัดการต่อเอง
“คนทำมันจงใจทำลายพวกผมสองคน”
“มันจะทำแบบนั้นทำไม”
“ไม่เห็นต้องคิดเลยครับพี่ เพราะเจ้าดูโอคู่นี้กำลังดังไงล่ะ แบบนี้ก็เดาได้เห็นๆ พวกคู่แข่งในตลาดเพลงบ้านเรานี่แหละ ไอ้พวกทุเรศเห็นคนอื่นดีกว่าไม่ได้ต้องจ้องทำลาย” คังอินกระชากเสียงสบถจนซองมินสะดุ้ง ไม่ใช่ ถ้าเรื่องมันเป็นอย่างที่ซองมินเข้าใจ คนที่ทำน่าจะเป็นศัตรูของคยูฮยอน....นักธุรกิจคนนั้น
“เอาเถอะ ตอนนี้ข่าวมันออกไปแล้ว พวกเราต้องมาคิดว่าจะทำยังไงกันต่อไปดี งานนี้พวกเราทั้งหมดต้องช่วยกันคิด ได้ความยังไงพี่สามคนจะเสนอให้ทางผู้ใหญ่พิจารณาอีกที”
“ก็ปฏิเสธไปสิครับ เป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นน้องอะไรก็ได้” ทงเฮเสนอพร้อมรอยยิ้มกริ่ม ก่อนจะต่ออีกว่า “ถึงความจริงมันจะเป็นมากกว่านั้นก็เถอะ”
“ทงเฮอ่า.....”
“อะไรเล่า นี่ฉันเสนอทางที่ดีที่สุดแล้วนะ ซองมินไม่ได้โกหกแค่ไม่พูดถึงเท่านั้นเอง พูดถึงเฉพาะเรื่องที่พูดได้ไง” บอกพลางเกลี่ยปลายนิ้วกับคางกระต่ายสีชมพู ซองมินหันหน้าหนี มาเจอคยูฮยอนที่นั่งหน้าเครียดอยู่ก็ให้ยิ่งกลุ้มหนัก คยูฮยอนคงโกรธจัด โดนโจมตีสองครั้งติดๆกันแบบนี้ มันไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยที่จะงุบงิบแก้ไขกันเองได้อย่างทุกทีด้วยสิ
“ในเมื่อมันตั้งใจจะเล่นงานเราแบบนี้ ทำไมเราไม่พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสเสียล่ะครับ”
ทุกสายตาเลื่อนมาหยุดที่ใบหน้าคนพูด คยูฮยอนยกยิ้มมุมปาก
“อยู่เฉยๆ ไม่ต้องตอบรับและไม่ต้องปฏิเสธเรื่องทั้งหมด....ก็แค่นั้น”
ใครจะคิดยังไงไม่สำคัญ เพียงแค่พวกเขายิ้มตอบบ้าง เลี่ยงคำถามบ้างในบางครั้ง ไม่จำเป็นต้องระบุถึงความสัมพันธ์ว่าเป็นรูปแบบใดหรือลึกซึ้งระดับไหน ให้คนอนุมานเอาเองว่าใช่หรือไม่ใช่ตามแต่ใครจะคิด ให้สัมภาษณ์แบบที่สามารถลากคำตอบไปในทางใดก็ได้ มันจะให้ผลดีทั้งกลุ่มแฟนคลับที่ชื่นชอบเขาแบบเดี่ยวและแบบแพ็คเก็จคู่ และคนทั่วไปก็จะหันมาสนใจชื่อเสียงของพวกเขามากยิ่งขึ้น
เขาคิดไว้ไม่ผิดหรอก
จิตใจของคนบางจำพวกมันเหมือนน้ำ เลือกที่จะไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำเสมอ
เชื่อได้เกินร้อยเปอร์เซนต์เลยว่ากระแสข่าวที่กระจายออกไปตามสื่อ
มันจะทำให้การแก้แค้นอันยาวนานของคยูฮยอนสิ้นสุดลงเสียที!
To be continue.............
edit @ 4 Dec 2007 19:40:39 by Kiraz

(ล้อเล่นหน่า)
มันคือแผนทั้งหมดเลยใช่ไหม?
อ่านจบก็แบบอึ้งไป 10 วิ แล้วก็สคีมลั่นบ้าน
"ว่าแล้ววววว กรูว่าแล้ววววว"
มานิ่มๆ หวานๆ หลอกให้คนอ่านตายใจ
มิน่าตอนอ่านรู้สึกหวิวในอกชอบกล
ใจคนเราจะทนความเจ็บช้ำได้ซักกี่ครั้งเชียว สงสารซองมินจริงๆ
ปล.ได้อ่านแล้วๆๆๆ อยากรู้ตอนต่อไปแล้วอ่าค่ะ อัฟไวๆนะค่ะพี่แฟน
you are mind ด้วยนะค่ะพี่
#1 By mi~chemin on 2007-12-04 21:31