Why 04 [The End]
posted on 12 Jul 2007 12:04 by kiraz in Short-Fiction
“จะไม่รัก จะเลิกคบกันเพราะใจนายมันหมดรักกันแล้ว ฉันไม่ว่า....ถึงมันจะเจ็บ ฉันก็จะยอมรับมัน ถึงต้องเสียใจฉันก็จะทน แต่นาย.....นายมีสิทธิ์อะไรมากล่าวหาฉันแบบนั้น”
มีสิทธิ์อะไรมาคิดว่าซองมินไม่รัก!
“ซองมิน”
“ออกไป”
“ซองมิน ฟังผมก่อน” ร่างสูงขยับเข้าใกล้แต่แล้วก็ต้องชะงัก
ซองมินที่ออกปากไล่เขาด้วยน้ำเสียงเรียบจัดกำลังเม้มปากแน่น ดวงตาคู่สวยที่เคยระยิบระยับด้วยความรื่นรมย์คลอรื้นด้วยหยดน้ำใส อีกไม่นานเสียงสะอื้นที่เจ้าตัวพยายามเก็บกักไว้คงหลุดมาให้ได้ยิน คยูฮยอนได้แต่มองมันนิ่ง ทำอะไรไม่ได้แม้จะปวดแปลบในใจจนต้องเผลอครางในความเงียบนั้น
“ผมเสียใจ”
“ออกไป”
“ซองมิน”
“ถ้านายไม่ไป ฉันจะไปเอง!”
.
.
.
.
คำพูดนั้นเหมือนเป็นประกาศิตให้คยูฮยอนต้องยอมถอยออกมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ จะให้ซองมินเป็นฝ่ายออกไปโดยที่คยูฮยอนไม่รู้จุดหมายว่าซองมินจะไปไหน ต่อให้เขาโง่กว่านี้อีกสิบเท่าก็คงไม่มีวันยอมให้เป็นอย่างนั้น
ร่างสูงยืนนิ่ง แนบหน้าผากกับบานประตูอยู่ด้านนอกเหมือนคนอับจนหนทาง
ไม่รู้จะไปทางไหน ไม่กล้าตัดสินใจ
เพราะความผิดพลาดที่เพิ่งเกิดขึ้น มันทำให้เขาเริ่มกลัว
กลัวว่าจะเสียซองมินไปจริงๆ
- - - - - - - - - - - - - - -
“ใกล้ตายยัง”
เสียงนุ่มดังขึ้นพร้อมแรงบีบเบาๆบนไหล่ข้างหนึ่ง ทงเฮมายืนอยู่ข้างตัวตั้งแต่เมื่อไหร่คยูฮยอนก็ไม่ทันได้สังเกต รู้แต่ว่าเจ้าตัวเล็กมันทักเขาได้ใกล้เคียงกับความจริงมากจนคยูฮยอนนึกอยากจะร้องไห้ออกมาเป็นกำลัง
“ยัง แต่ก็เกือบแล้วล่ะ”
“เฮ่ย คิดมาก เรื่องมันแล้วไปแล้ว ตอนนี้มาช่วยกันคิดดีกว่าว่าจะทำยังไงต่อไป”
ถึงเวลาเอาจริงขึ้นมา ทงเฮก็สามารถสลัดคราบนักเลงลิงมาเป็นกุนซือให้คยูฮยอนได้อย่างยอดเยี่ยม เมื่อคนตัวเล็กลากแขนเขาให้เดินตามคยูฮยอนจึงรู้ว่า มือของอีกฝ่ายนั้นเย็น...เย็นจนน่ากลัว
“ทงเฮ นายโอเคหรือเปล่า”
“โอเค โอเคมากๆเลย”
“ทงเฮ”
“อย่าถามมาก ตอนนี้ไม่มีอะไรจะตอบ”
ทงเฮลากคยูฮยอนมาถึงหน้าห้องตัวเองกำลังจะเปิดประตูเข้าไป ประตูห้องตรงข้ามก็ถูกเปิดออกเสียก่อน ร่างสูงที่เดินออกมาจากห้องของอึนฮยอกเร่งให้ทงเฮรีบผลุบหายเข้าไปในห้องของตัวเองเร็วยิ่งขึ้น คยูฮยอนกำลังนึกลังเลว่าจะตามเข้าไปหรือจะให้เจ้าของห้องอีกคนหนึ่งเข้าไปแทน
แต่สุดท้าย เขาก็ตัดสินใจถอยออกมา
ประตูห้องถูกปิดตามหลัง ตามด้วยเสียงล็อคจากข้างใน
คยูฮยอนถอนใจยาว
ขอบใจนะทงเฮ แต่นายเองก็ควรจะเคลียร์เรื่องของตัวเองเหมือนกัน
- - - - - - - - - - - - - - -
เช้าวันที่หนึ่งมกราคม เอสเจต้องเริ่มงานกันตั้งแต่เก้าโมงเช้า คยูฮยอนที่เพิ่งเผลอหลับไปตอนหกโมงจำเป็นต้องอัญเชิญสังขารตัวเองจากเตียงชินดงกลับไปล้างหน้าแปรงฟันหลังจากได้ยินเสียงหัวหน้าวงตบประตูบอกเอาเมื่อตอนเจ็ดโมงครึ่ง เด็กหนุ่มสบัดหัวไล่อาการมึนอยู่หน้าห้องตัวเอง มองบานประตูที่ปิดสนิทแล้วก็ลองเคาะเบาๆ
เงียบ ไม่มีเสียงตอบรับจากด้านใน
คยูฮยอนเม้มปากนิดๆ ซองมินไม่ใช่คนขี้เซา คนตัวเล็กมักจะตื่นก่อนเวลาปลุกด้วยซ้ำ ตื่นแล้วก็จะหาเรื่องทำนั่นทำนี่ หรือไม่ก็นอนร้องเพลงอยู่บนเตียง รอจนเขาตื่นแล้วก็ลุกไปล้างหน้าแปรงฟันพร้อมกัน แต่ทำไมวันนี้คยูฮยอนถึงไม่ได้ยินเสียงอะไรจากด้านในเลยล่ะ
“ซองมินครับ เปิดประตูให้ผมหน่อย”
“ทำอะไรของนายน่ะคยูฮยอน”
“พี่เยซอง ผมลืมเอากุญแจออกมาน่ะครับ” ตอบไปตามความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาในหัว
“งั้นก็ไปยืมของซองมินสิ นั่งอยู่หน้าทีวีกับอึนฮยอกแน่ะ”
คยูฮยอนพยักหน้ารับ ที่แท้ซองมินก็เตรียมตัวเรียบร้อยแล้วนั่นเอง เด็กหนุ่มถอนใจยาวรอจนเยซองเข้าห้องตัวเองไปแล้วจึงเปิดประตูเข้าไปบ้าง ความจริงที่เขาและซองมินรับรู้ร่วมกันคือจะไม่มีการล็อคห้องถ้าหากว่าทั้งสองคนหรือใครคนใดคนหนึ่งยังอยู่ในบ้าน แต่ที่คยูฮยอนต้องเคาะห้องเมื่อกี้เป็นเพราะเหตุการณ์เมื่อคืนมันยังไม่คลี่คลาย เขาไม่มั่นใจว่าตัวเองจะได้รับการต้อนรับด้วยรอยยิ้มหวานเหมือนทุกครั้งหรือไม่นั่นเอง
คยูฮยอนใช้เวลาไม่นานในการอาบน้ำแต่งตัว เมื่อลงไปในห้องนั่งเล่นระหว่างรออาหารเช้ามาส่งเขาจึงตรงเข้าไปหาซองมินแบบไม่ต้องรอให้ใครสั่ง
“ซองมิน”
ดวงตาที่แลมองมาคือการตอบรับเดียวที่ซองมินมีให้ คยูฮยอนเลือกนั่งลงคั่นกลางระหว่างคนรักกับขาแร๊พประจำวงเหมือนไม่ได้ยินเสียงบ่นพึมของอึนฮยอกที่ถูกขัดจังหวะการดูทีวีช่วงเช้า ดวงตาคมดูจะไม่ยอมคลาดจากใบหน้าเล็กของคนข้างตัว
“ทานข้าวหรือยังครับ”
“...........................”
“ซองมิน”
“ยังไม่ได้ทาน นายก็เห็นอยู่ว่ารถยังไม่มาส่งอาหารเช้า ถามแปลก”
เป็นคำตอบที่ไม่ได้อยากได้ยิน และก็เป็นเสียงไม่ได้อยากฟังด้วย คยูฮยอนชายตามองคนพูดที่นั่งเจ๋อทำหน้าลิงอยู่ไม่ห่าง อุตส่าห์หันหลังให้แล้วยังจะมีช่องให้เข้ามาแทรกได้อีก คดีเดิมที่บังอาจมาเข้าฝันให้ซองมินละเมอจนคยูฮยอนเข้าใจผิดยังไม่ทันได้ชำระ ริจะสร้างคดีใหม่อีกแล้วเหรอไงอึนฮยอก!
อึนฮยอกผู้ซึ่งไม่รู้อิโหน่อิเหน่หันมามองเจ้าน้องเล็กของวงแล้วก็ต้องสะดุ้งเฮือก ชายหนุ่มลอบกลืนน้ำลายเอื้อกใหญ่ ถ้าตอนนี้มีใครมาบอกเขาว่าคยูฮยอนเป็นทายาทของมาเฟียกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งแฝงตัวมาเขาจะเชื่ออย่างไม่ต้องมีข้อสงสัยเลยล่ะ
ไอ่เด็กบ้านี่ บทจะหวานมันก็ทั้งออดทั้งอ้อนไม่เกรงใจใคร
พอจะโหดขึ้นมา ก็เล่นเอาพี่มันขนลุกวาบทั้งตัวเลยเว้ย
“ฮยอกแจ ฉันไปช่วยพี่ฮีชอลเตรียมจานนะ”
“ให้ฉันไปด้วยมั้ย”
“ไม่ต้อง ผมไปเอง” มือหนาแตะไหล่อันบอบบางของดีเจหนุ่มนิดเดียว อึนฮยอกก็เป็นอันต้องหล่นตุ่บลงนั่งที่เดิมแถมด้วยอาการปวดๆแถวกระดูกไหปลาร้าบวกมาด้วยอีกประการหนึ่ง
เพื่อนสนิทของซองมินถอนใจเฮือก
“เออๆ จะทำอะไรก็ทำซะ”
ฉันจะได้อยู่สุขสบายกับชาวบ้านเขาเสียที เมื่อวานก็เมินกันแบบหมายังอาย เล่นเอาเขาใจตกไปอยู่ตาตุ่มที่เห็นเด็กอ้วนนั่นร้องห่มร้องไห้จนตาบวมไปทั้งวัน แล้วดูวันนี้ซิ....ลืมตาได้คยูฮยอนมันก็มองหาซองมินเป็นคนแรก พี่เชื้อนั่งอยู่มันยังมองไม่เห็นเดินข้ามหัวไปหาแฟนซะงั้น
ความรักนี่มันทำให้คนเราเป็นไปได้ขนาดนี้เลยหรือวะเนี่ย
บุญแท้ๆ ที่เขาครองตัวเป็นหนุ่มโสดในฝันของสาวๆมาได้ถึงทุกวันนี้
คยูฮยอนก้าวยาวๆตามร่างเล็กเข้าไปถึงห้องทานข้าว ฮีชอลกำลังเต้นจินตลีลาประกอบการจัดจานอย่างงดงาม งามจนน่ากลัวว่าจานในมืออาจจะพลัดตกลงพื้นได้ในวินาทีใดวินาทีหนึ่ง
เพล้ง!!
และแล้ววินาทีนั้นก็มาถึงจนได้
คยูฮยอนเป่าปากพรืด มองร่างสูงโปร่งที่ยังค้างอยู่ในท่านกกระเรียนกางปีกเพราะความตกใจ ตาที่โตอยู่แล้วยิ่งโตเข้าไปใหญ่เมื่อเจ้าตัวมองเห็นเศษจานกระจายอยู่เต็มหน้าตู้เย็น
“พี่ฮีชอล อย่าเพิ่งขยับนะครับ เดี๋ยวจะเหยียบเศษกระเบื้อง”
“ขะ...ขอโทษนะซองมิน พี่ไม่ทันระวังเลยทำจานหลุดมือน่ะ”
“ไม่เป็นไรครับ ไม่ถูกบาดก็ดีแล้ว เดี๋ยวรอผมเก็บเศษจานพวกนี้ก่อนนะ”
คยูฮยอนใช้ไม้กวาดกวาดเศษจานมากองรวมกันมุมหนึ่ง ขณะที่ซองมินคว้าเอากระดาษแข็งแถวนั้นมาวางแล้วก็ลงมือเก็บเศษจานกระเบื้องที่เกลื่อนเต็มพื้นวางบนกระดาษทีละชิ้นๆ จนเหลือแค่เศษขนาดเล็ก เด็กหนุ่มทำท่าจะเก็บให้หมดแต่ก็ถูกคยูฮยอนคว้ามือไว้เสียก่อน
“พอแล้วครับ เดี๋ยวมันบาดมือเอา”
คนตัวสูงเตือนด้วยความเป็นห่วงแต่ซองมินกลับบิดมือออกจากมือคยูฮยอนจนหลุด แล้วก็ลงมือเก็บชิ้นส่วนที่เหลือต่อเหมือนไม่ได้ยินคำเตือนนั้น ผลก็คือ
“อ๊ะ!!....อูย.....บ้าจริง.....”
เจ็บจี๊ดจนสะดุ้ง ซองมินไม่ทันได้ทำอะไรเพียงแค่อุทานออกไปเบาๆ คยูฮยอนก็คว้ามือเขาไปกุมหมับ คนตัวสูงครางเสียงต่ำในคอ ตวัดตามองซองมินเหมือนผู้ใหญ่ดุเด็กที่ทำผิดก่อนจะบอกเสียงอ่อน
“อยู่นิ่งๆนะครับ ผมจะเอาเศษแก้วออกให้”
“ไม่ต้อง”
“อย่าดื้อสิครับ ถึงจะเป็นแค่แผลเล็กๆแต่ถ้าเกิดเศษแก้วมันหลุดเข้าไปในกระแสเลือด มันก็อันตรายถึงชีวิตได้เหมือนกันนะ”
“ก็ปล่อยให้ตายไป”
“พูดจาไม่น่ารักเลย ซองมินกำลังทำให้ผมอายุสั้นลงนะ”
เจอเด็กหน้าหล่อทั้งออดทั้งอ้อนซึ่งๆหน้าแบบนี้ ซองมินก็อายได้เหมือนกัน กระต่ายน้อยเลยตัดบทด้วยการหันหน้าหนีซะเลย
ปลายนิ้วเรียวทำงานได้คล่องแคล่ว หลังจากเอาเศษกระเบื้องออกแล้วคยูฮยอนก็เค้นเลือดออกจากแผลอย่างเบามือ ของเหลวสีแดงสดไหลออกมาจากบาดแผลหยดแหมะลงบนกระดาษขาวหยดแล้วหยดเล่า พอเห็นว่าหมดเรื่องแล้วซองมินก็กระตุกมือออก
“พอแล้ว”
“เดี๋ยวครับ”
พูดจบริมฝีปากอุ่นก็แนบลงกับแผล ซองมินครางในคอ หน้าร้อนจนกลัวว่ามันจะไหม้เอาได้ง่ายๆ คนตัวเล็กทำอะไรไม่ถูกเลยได้แต่นั่งตัวแข็งทื่อ และคงจะนั่งอยู่อย่างนั้นจนเย็นถ้าใครบางคนไม่แหกปากขึ้นเสียก่อน
“โอ๊ย พวกเธอสองคน พี่ยังอยู่ตรงนี้อยู่นะ!!!!”
ซองมินหันไปมองแล้วก็ขำคิก ก็พี่ฮีชอลน่ะสิ.....ยังยืนขาเดียวกางปีกเป็นท่านกกระเรียนอยู่เลย เด็กหนุ่มหัวเราะเสียงใสแล้วก็เลยเผื่อมาถึงคนที่นั่งอยู่ต่อหน้าโดยไม่ได้ตั้งใจ พอรู้ตัวซองมินก็รีบหุบยิ้มทันทีเล่นเอาคยูฮยอนใจเสียไปวูบ เด็กหนุ่มดึงมือนิ่มมากุมไว้จูงให้ซองมินมานั่งตรงโต๊ะกินข้าว
“พี่จะยืนท่านั้นทั้งวันเลยหรือพี่ฮีชอล”
“นายไม่ได้ยินหรือคยูฮยอน เมื่อกี้ซองมินบอกไม่ให้พี่ขยับพี่ก็ไม่กล้าขยับน่ะสิ”
“ก็เมื่อกี้ผมไม่รู้ว่าเศษกระเบื้องมันจะกระเด็นไปทางไหนบ้าง ผมกลัวพี่จะเหยียบเลยบอกไม่ให้ขยับแต่ตอนนี้ขยับได้แล้วครับ ถ้าพี่ไม่พูดผมก็ลืมไปแล้วนะเนี่ย” ซองมินบอกเสียงใส ลืมความเจ็บจากบาดแผลไปแล้วถ้าไม่เห็นคนตัวสูงเดินกลับมาพร้อมกล่องปฐมพยาบาลในมือ
“ทำแผลกันไว้ก่อนนะครับ ผมกลัวมันจะอักเสบ”
“กลัวทำไม ไม่ใช่แผลตัวเองสักหน่อยเนาะ”
ฮีชอลที่เพิ่งหลุดพ้นจากท่านกกระเรียนพิฆาตยื่นหน้าเข้ามาพูดกับซองมิน แถมยังส่งสายตาล้อเลียนมาให้คยูฮยอนเสียอีกแน่ะ เด็กหนุ่มตัวสูงส่ายหน้ายิ้มๆ จับมือเล็กมาเช็ดแผลให้อย่างเบามือ ใส่น้ำยาฆ่าเชื้อไปแล้วจึงปิดพลาสเตอร์สีชมพูทับลงไปเป็นอันเสร็จพิธี
“ยังปวดแผลอยู่ไหมครับ”
ซองมินส่ายหน้าตอบเงียบๆ ตั้งท่าจะไปจัดการเศษจานที่เหลือต่อเพราะดูท่าแล้วฮีชอลคงไม่คิดจะลงมือเก็บกวาดเองแน่ เจ้าของฉายาซินเดอเรล่าของเอสเจได้แต่ยืนเอามือไพล่หลังแล้วก็ยืดตัวดูขยะกองนั้นด้วยสีหน้าหวั่นๆ...ไม่ได้หวั่นเศษจาน....แต่หวั่นรอยเลือดแดงๆพวกนั้นต่างหากล่ะ
ภายในรัศมีห้าร้อยลี้นี้มีใครบ้างที่ไม่รู้ว่าคิมฮีชอลน่ะกลัวเลือดยิ่งกว่าปลิง!
“ซองมินถอยมาก่อน เดี๋ยวผมจัดการเอง”
คยูฮยอนคว้ามือเล็กไว้ได้ทันก่อนที่เจ้าตัวจะเผลอสร้างแผลให้ตัวเองอีกรอบ ตอนแรกซองมินกะจะไม่ยอมแต่พอเห็นบราวน์เทปอันใหญ่ในมือคยูฮยอนแล้วก็ต้องยอมเฉย คยูฮยอนคงจะใช้เทปสีน้ำตาลตัวนี้แปะเศษแก้วขึ้นมาจากพื้นแทนการใช้มือหยิบเอาแบบซองมินสินะ
“โหย แกฉลาดว่ะคยูฮยอน พี่ไม่รู้นะเนี่ยว่าเค้าทำแบบนี้”
“ตอนนี้พี่ก็รู้แล้วไง ฉลาดแล้ว”
“อืม นั่นดิ”
ฮีชอลครางรับพลางนิ่วหน้านิดๆ รู้สึกเหมือนโดยเด็กหลอกด่ายังไงไม่รู้เว้ย
เมื่อมีคนจัดการอยู่ในครัวแล้วซองมินจึงถอยออกมาเงียบๆ เด็กหนุ่มเห็นว่าเหลืออีกเกือบครึ่งชั่วโมงกว่าอาหารที่สั่งจะส่งมาถึงเลยหลบขึ้นไปบนห้อง หวังว่าจะได้นอนฟังเพลงอย่างสงบๆรอให้เพื่อนคนใดคนหนึ่งขึ้นมาเรียกลงไปทานข้าว แต่ก็ได้แค่หวัง ซองมินนั่งได้ไม่ถึงนาทีคยูฮยอนก็ตามมายืนจ้องกันถึงขอบเตียง ฟักทองต้มหวานที่ตอนนี้ไม่อยากจะหวานกับใครทั้งสิ้นเลยพลิกตัวนอนหันหลังให้เป็นการบอกใบ้กลายๆว่า...แม้แต่หน้าคยูฮยอน เราก็ไม่อยากมอง
“ขอโทษ”
เสียงนุ่มเอ่ยคำขอโทษพร้อมอ้อมกอดที่โอบรั้งร่างเล็กจากด้านหลัง คยูฮยอนกดริมฝีปากกับขมับสวย จูบแผ่วๆเหมือนที่ทำทุกครั้งในยามอยู่กันสองต่อสอง ความใกล้ชิดที่คุ้นเคย สัมผัสที่คุ้นใจส่งผลให้ซองมินรู้สึกร้อนผ่าวทั้งกระบอกตา
“ขอโทษที่ทำให้เสียใจ ไม่เชื่อใจ ทำให้ซองมินต้องร้องไห้”
“มันฟังดูเห็นแก่ตัวถ้าจะขอให้ซองมินหายโกรธ แต่...แต่ผมก็ไม่รู้ต้องทำยังไงจริงๆ เพราะรักซองมินมาก มากจนผมไม่สามารถจะมองเห็นวันข้างหน้าที่ไม่มีซองมินได้ มากจนต้องระแวงแม้กระทั่งคนที่เดินผ่านไปมาบนท้องถนน ไม่เพียงแค่อึนฮยอกหรือใครๆแต่แค่แมลงสักตัวผมก็ไม่อยากให้ซองมินสนใจ ไม่อยากให้มอง ผม...เป็นแบบนี้จริงๆ ผมรักซองมิน รัก”
คนตัวเล็กกัดปากแน่นคล้ายมองเห็นก้อนสะอื้นมันแล่นริ้วขึ้นมาจากกลางอกจนถึงลำคอให้รู้สึกตีบตันคล้ายคนหายใจไม่ออก หากไม่ยอมพูดคำใดออกไป คนที่จะขาดใจตายก็อาจจะเป็นซองมินเอง
“คยูฮยอน”
เพียงแค่คำแรกที่เอ่ยออกไป น้ำตาจากที่ไหนก็ไม่รู้มันก็แข่งกันทะลักออกมาราวกับทำนบพัง โจคยูฮยอนรั้งร่างเล็กมากอดไว้กับอก ลูบแผ่นหลังบางแผ่วๆปลอบโยนทั้งคนรักและตนเองอย่างอ่อนโยน ซองมินสะอื้นฮัก ซุกหน้าร้องไห้กับอกกว้างราวกับเด็กห้าขวบ คยูฮยอนเองก็ไม่คิดจะกลั้นน้ำตาเด็กหนุ่มสูดลมหายใจลึก กระซิบบอกรักคนในอ้อมแขนตลอดเวลา
“คยูฮยอน” ซองมินพูดได้แค่นั้นจริงๆ ความรู้สึกตื้นตันมันทำให้เด็กหนุ่มไม่สามารถเอ่ยคำใดออกมาแทนความรู้สึกทั้งหมดได้ ยกเว้น...ยกเว้นแค่คำนี้ ชื่อนี้เท่านั้น
“ขอโทษ ขอโทษที่โกรธนาย”
“ซองมินไม่ผิดครับ”
เราไม่ผิดที่หวั่นไหวเพราะความรักมันคือเรื่องของความรู้สึกและหัวใจ แต่เพราะเราเก็บมันไว้กับตัวเอง จมอยู่กับคำว่า ทำไม ทำไม และทำไม คิดเอง ตัดสินใจเอง ถ้าจะผิดก็ผิดที่เราไม่เคยถามกันจนเกือบทำให้ความรักของเราพังลงไป
"ซองมินของผมจะผิดได้ยังไง"
ชายหนุ่มตอบเสียงอ่อน มองใบหน้าเล็กที่ช้อนมองเขาแล้วก็ให้เจ็บแปลบไปทั้งอก ซองมินของผม กระต่ายน้อยที่เคยร่าเริงสดใส เต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะไม่เคยขาด ตอนนี้กลับตรงกันข้าม ใบหน้าเนียนเปรอะเปื้อนเพราะคราบน้ำตา ขอบตาแดงเรื่อทั้งยังฉ่ำน้ำจนน่าใจหาย ปลายจมูกเล็กแดงก่ำไม่ผิดกับริมฝีปากอิ่มตึง ยิ่งมองคยูฮยอนก็ยิ่งกร่นด่าตัวเองที่ทำให้คนตัวเล็กทุกข์ทรมานถึงเพียงนี้
“ไม่ว่ายังไงซองมินก็ไม่เคยผิด”
“ไม่ ฉะ....ฉันเองก็ผิด ผิดที่ไม่เชื่อใจนาย คิดว่านายกับทงเฮ...ฮึ่ก....ขอโทษนะ”
“โธ่ ซองมิน ผมรักซองมินนะ เพราะฉะนั้นซองมินจะผิดได้ยังไง”
“....งั้น...นายก็ไม่ผิดเหมือนกัน เพราะฉันรักนาย”
“..........................”
แค่คำรักง่ายๆ แต่พอมันออกมาจากปากของคนตัวเล็ก อานุภาพมันกลับรุนแรงจนทำให้หัวใจของคยูฮยอนพองจนแทบล้นอก คยูฮยอนตัวเบาหวิวเหมือนจะลอยได้ ก่อนที่ฤทธิ์ของมันจะบงการให้ชายหนุ่มรัดร่างเล็กเข้ามากอดแน่น
คยูฮยอนและซองมินกอดกัน จูบกัน สัมผัสกันและกันอย่างโหยหา
ริมฝีปากได้รูปประทับจูบคลอเคล้าแทบไม่ห่างจากกลีบปากอิ่มตึง
อ่อนหวาน อ่อนโยน แต่บางคราก็เร่าร้อนรุนแรงแทบขาดใจ
มันคือการทดแทน
ช่วงเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงที่ถูกขโมยไปโดยความไม่เข้าใจ คยูฮยอนกำลังเรียกเก็บมันคืนมาเป็นเท่าทวี เด็กหนุ่มปล่อยใจไปกับสัมผัสจนแทบลืมเวลา จนถูกประท้วงด้วยเสียงหอบหายใจของคนรักคยูฮยอนจึงยอมถอนริมฝีปากออก กระนั้นก็ยังเฝ้าและเล็มความหวานทั้งกลีบปากบนและล่างอย่างหลงใหล
“เรากำลังจะพลาดอาหารเช้านะ” เสียงเล็กท้วงทั้งที่ลมหายใจยังสะดุดเป็นห้วงๆ เจ้าของใบหน้าหล่อจัดยิ้มร้าย ปัดริมฝีปากกับกลีบปากแดงฉ่ำอย่างแสนรัก
“ผมกำลังกิน”
“ขี้โกง เราก็ต้องถูกกินใช่ไหม”
“ถูกต้อง แต่ผมสัญญาว่าจะกินอย่างอ่อนโยนที่สุด นะ”
มีแอบอ้อนเอาในวรรคสุดท้ายให้ซองมินได้หน้าร้อน คนตัวเล็กกว่าทำปากอุบอิบ สอดมือเข้าลูบท้ายทอยคนรักเล่นด้วยความเคยชิน ผมของคยูฮยอนมีสีดำสนิทแล้วก็นุ่มมือจนเขานึกอิจฉาอยู่บ่อยครั้ง แต่เมื่อเจ้าตัวบอกด้วยสีหน้ายิ้มๆว่า...อิจฉาทำไม มันก็ของซองมินทั้งนั้น...โรคอิจฉาของซองมินก็หายวับไปด้วยคาถาง่ายๆบทนั้นเอง
“สัญญาว่าจะให้กิน แต่ตอนนี้...ไปทำงานก่อนเถอะนะ”
คนตัวสูงหัวเราะหึ คยูฮยอนก็คยูฮยอนเถอะน่า เจอซองมินอ้อนเข้าหน่อยก็ไปไม่เป็นได้เหมือนกัน ชายหนุ่มกดจูบแรงๆบนแก้มนิ่มทั้งสองข้างแล้วก็ดึงตัวเองให้ลุกจากเตียงอย่างรวดเร็วเหมือนต้องการจะหักใจ ดึงคนรักให้ลุกตามแล้วก็หลิ่วตาใส่แก้มแดงๆของซองมินเมื่อเห็นว่าเสื้อผ้าที่สวมไว้อย่างเรียบร้อยในตอนแรกนั้นตอนนี้มันทั้งยับทั้งย่นราวกับถูกทึ้งมาแล้วซักสามสนาม
“ต้องเปลี่ยนชุดใหม่แล้วล่ะ ใส่ออกไปแบบนี้ได้โดนล้อไม่ได้ผุดได้เกิดแน่”
“ก็เรื่องมันจริง”
“หน้าไม่อาย”
กว่าจะเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จก็เสียเวลาไปอีกโข เพราะฉะนั้นเมื่อคยูฮยอนจูงมือซองมินลงมาถึงห้องทานข้าว สมาชิกเกือบทุกคนก็เริ่มมื้อเช้าไปได้เกินครึ่งแล้ว เรียวอุคที่หันมาเห็นเขาทั้งสองเป็นคนแรกก็ส่งยิ้มมาให้เสียเต็มแก้ม
“มาทานข้าวเร็ว เช้านี้งานเลื่อนไปเป็นสิบโมง มีเวลาเหลือเฟือเลย”
“จริงเหรอ ถึงว่าไม่มีใครขึ้นไปเรียกเลย” คังอินกระตุกยิ้มเจ้าเล่ห์ ตีหน้าซื่อถามเสียลั่นห้อง
“อ้าว ก็นึกว่าอิ่มกันแล้ว ตกลงยังไม่อิ่มหรือคยูฮยอน”
“ยังไม่ทันได้กินเลยพี่.....อูย......” เจอซองมินบิดเนื้อเข้าไปก็ถึงกับครางโอย ฟักทองน้อยของพี่ๆทำตาขุ่นใส่คนข้างตัว แล้วก็รีบเปลี่ยนเรื่องก่อนที่จะเข้าเนื้อมากกว่านี้
“แล้วทงเฮกับคิบอมละครับ”
ทุกคนในโต๊ะมองหน้ากันไปมา ก่อนจะยักไหล่
“สงสัยกำลังกินอยู่เหมือนกันมั้ง”
“คยูฮยอน!”
นอกจากคู่ของคยูมินจะทำให้คนทั้งบ้านแปลกใจกับการที่คยูฮยอนกลับมาตามติดสวีทจี๋จ๋ากับซองมินอย่างน่าอิจฉาเป็นที่สุดแล้ว คู่ของคิบอมกับทงเฮก็สร้างความฮือฮาในหมู่เพื่อนฝูงได้ไม่น้อยเหมือนกัน หลังจากประกาศสงครามเย็นกันมาเมื่อวาน เจ้าตัวแสบของบ้านประเดิมวันใหม่ด้วยการเดินลงบันไดมาโดยมีคิบอมประคองอยู่ข้างๆ แม้เจ้าตัวจะพยายามสะบัด ปัดป้องยังไง บอดี้การ์ดหน้าเข้มที่เดินคุมมาตั้งแต่ออกจากห้องก็ไม่ยอมปล่อยให้ห่างตัวเกินหนึ่งเมตร อึนฮยอกมองแก้มแดงๆกับกลีบปากที่เหมือนจะเจ่อปนช้ำนิดๆของคู่รักตรงหน้าแล้วก็ครางเป็นการรับรู้
ไอ้คู่นี้ มันคงง้อกันดุเดือดน่าดู
ตอนกลางวันห้องเขาถูกยึดโดยซองมิน พอตกกลางคืนคิบอมมันก็มาสิงอยู่ตั้งแต่หลังปาร์ตี้วันเกิดซองมินเลิก เจ้าพระเอกหน้าเข้มมันนอนพลิกไปพลิกมาเหมือนกลัวเขาจะไม่รู้ว่ามันนอนไม่หลับเพราะทะเลาะกับเมียเล่นเอาเพื่อนผู้ประเสริฐอย่างเขาต้องนอนตาค้างไปด้วย ทรมานทรกรรมอึนฮยอกจนเกือบเช้า แล้วคุณชายคิบอมท่านก็ลุกพรวดพราดออกไปตอนที่ได้ยินเสียงคนคุยกันจากด้านนอก
แล้วเช้านี้ มันก็เปล่งปลั่งออกมาจากห้องกันสองคน!
กูไม่รู้เลยนะเนี่ยว่ามันง้อกันยังไง
ไม่รู้เล้ยยยยยยยยยย >///<
THE END
จบดีกว่า (หัวเราะ) และแล้วก็ปิดฉากไปอีกหนึ่งเรื่อง ขึ้นต้นซะเศร้าแล้วก็จบซะ....นะ ตอนแรกคิดว่าจะเขียนฉากง้อกันของหมวยกะบอมอยู่เหมือนกัน แต่ทว่า....ไม่สามารถแล้ว หมดแรงไปกับการสกรีมบอมกะหมวยบนรถไปเรียบร้อย เอาเป็นว่าใครอยากรู้ก็สะกิดถามไก่จ๋าอยู่นะจ้ะ รายนั้นเค้าเจ้าประจำบทเพื่อนนายเอก รู้ดี๊ดี
ขอบคุณค่ะ
Enjoy Reading Naka ^^
edit @ 29 Sep 2008 16:58:33 by Kiraz

เพราเคยอ่านแล้วนะฮับ
พี่แต่งเก่งมากเลย
อยากรู้จักพี่จัง
เห็นพี่ไปลงฟิคฟอยูที่บอร์ดคยูมินบ่อยๆ
ทำไมพี่ไม่เอา คยูคนเลวไปลงมั่งอะคะ
ขอบคุณนะคะ ที่แต่งฟิคมาให้อ่าน
#1 By min_kyu (202.44.135.34 /172.27.50.115) on 2007-07-12 15:07